Dwarf Shrimp (ดวอร์ฟ ชริมพ) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า กุ้งแคระ จัดอยู่ในกลุ่มกุ้งขนาดจิ๋ว ซึ่งกินตะไคร่น้ำเป็นอาหารหลัก ขนาดลำตัวโตเต็มที่ประมาณ 4-4.5 เซนติเมตร ส่วนมากแล้วจะมีขนาดของลำตัวเพียง 2.5-3 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารและสภาพแวดล้อม รวมถึงสายพันธุ์เป็นหลัก
กุ้ง ตัวเล็กๆ สวยงามเหล่านี้ เป็นที่ถูกตาสะกดใจด้วยสีสันของลำตัวที่สดใสงดงาม ซึ่งในปัจจุบันมีการคัดแยกสายพันธ์กุ้งแคระได้มากกว่า 150 สายพันธุ์ แต่ถ้านับเฉพาะกุ้งแคระที่พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว คงมีไม่ก 10 ชนิดเท่านั้น เพราะกุ้งแคระที่มีสีสันสวยงามส่วนใหญ่ เกิดจากากรคัดเลือกสายพันธุ์ (selective breeding) โดยมนุษย์ทั้งสิ้น
นัก เลี้ยงกุ้งสวยงามในต่างประเทศที่มีความสนใจในสัตว์น้ำตัวน้อยเหล่านี้ นำบรรดากุ้งแคระทั้งหลายมาขยายพันธุ์ขึ้นในที่เลี้ยง และพัฒนาสายพันธุ์ให้มี สีสันลวดลายสวยงามมากขึ้นในปัจจุบัน
กุ้ง แคระในธรรมชาตินั้น จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในโซนทวีปเอเชียตะวันออก เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และทางเอเชียใต้ อย่างอินเดีย และศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยของเรา ก็มีการค้นพบกุ้งแคระในธรรมชาติด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างชื่อสายพันธุ์กุ้งแคระที่นิยมเลี้ยง
กุ้งเชอรี่ กุ้งไทเกอร์ กุ้งยามาโตะ กุ้งกรีน กุ้งบลู
Black forest shrimp , Cherry shrimp , White Spotted Pearl Shrimp , orange halo shrimp , Tiger Algae Eating Shrimp , Blue Buddha Shrimp , Taiwan Ghost shrimp , Brazilian Yellow-Belly Grass Shrimp , Purple Zebra , Neocaridina palmata , Malaysian Rainbow Shrimp , White Spotted Pearl Shrimp , Blue Zebra , RED BEE SHRIMP (Cystal Red Shrimp) , Colors type of Caridina babaulti , Caridina williamsi , Caridina temasek , Red Nose shrimp , Potimirim potimirim , Caribbean Dwarf Filter Shrimp , Chinese Zebra Shrimp , Snowball shrimp , Ninja shrimp , Bumble bee shrimp , Bee shrimp , Blue shrimp , Green shrimp , Tiger shrimp , Yamato shrimp , Yellow Shrimp
ตู้เลี้ยง
ขนาดตู้ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งแคระนั้น ก็ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวอะไร ตู้ใบเล็กๆ ขนาดเพียงไม่กี่นิ้วก็สามารถเลี้ยงกุ้งแคระได้ แต่ควรระวังเรื่องคุณภาพของน้ำ และการระบายอากาศ หรืออาจจะเลี้ยงในตู้ไมน้ำนาโนอันทันสมัย ทรงลูกบาศก์ขนาด1ฟุต ตกแต่งด้วยพรรณไม้น้ำสวยงาม ก็กำลังเป็นที่นิยม
ตู้ เลี้ยงที่มีขนาดใหญ่ก็ค่อนข้างเหมาะสม เพราะว่าตู้เลี้ยงจะมีปริมาตรน้ำมากพอที่จะรองรับปริมาณของเสีย รักษาค่าต่างๆ ของน้ำ และช่วยพยุงอุณหภูมิของน้ำ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป เพราะกุ้งแคระนั้นค่อนข้างไวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของ อุณหภูมิ และค่าต่างๆ ในน้ำ์
การเลี้ยงในตู้ใบเล็กจึงเสี่ยงต่อการ เปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ และอุณหภูมได้มากกว่าิ เป็นเหตุให้กุ้งแคระอ่อนแอและตายได้ง่าย กุ้งแคระส่วนมากชอบค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ โดยค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6.5-7 ซึ่งการใส่ขอนไม้ลงไปในตู้เลี้ยงอาจจะช่วยเรื่องค่า pH ได้ และขอนไม้ยังเป็นแหล่งอาหารของกุ้งแคระด้วย
ใน ธรรมชาติแล้วกุ้งแคระเหล่านี้ จะอาศัยอยู่ตามลำธารของน้ำตกสูง ที่ตั้งอยู่ตามทำเลค่อนข้างห่างไกล ซึ่งความบริสุทธิ์ของน้ำยังปลอดภัยจากมลพิษในเมือง ด้วยเหตุที่แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาตินั้นห่างไกลจากทะเล จึงทำให้กุ้งแคระเหล่านี้ไม่โปรดปรานความเค็มเอาเสียเลย ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงไม่ควรใส่เกลือลงในตู้เลี้ยงกุ้งแคระ
การตกแต่งตู้เลี้ยง
ในตู้เลี้ยงกุ้งแคระ ควรจะมีพืชน้ำบ้างเพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนสำหรับพ่อแม่กุ้ง และเป็นที่หลบภัยสำหรับตัวอ่อนไว้สักหน่อย พืชน้ำที่นิยมใช้กันคือชวามอส กุ้งแคระนั้นชอบชวามอสมาก เพราะเป็นทั้งที่หลบซ่อนและเป็นอาหารโปรดด้วย กุ้งมักจะไปเกาะเก็บกินอาหารตามดงชวามอส ชวามอสที่ขายกันเป็นขอนๆมาใส่เลยก็สะดวกดี หรือจะซื้อแบบที่เป็นขยุยๆ หรือเป็นแผ่นมาตกแต่งตู้เลี้ยงก็ได้ การใส่ขอนไม้ลงไปในตู้เลี้ยงนั้นจะช่วยเรื่องสภาพน้ำที่เป็นกรดอ่อนๆ และเป็นแหล่งอาหารอย่างดีสำหรับกุ้งแคระ
ระบบกรอง
ระบบ กรองนั้นค่อนข้างจำเป็นมากสำหรับการเลี้ยงกุ้งแคระ เพราะว่าเมื่อคุณภาพน้ำเริ่มลดต่ำลง กุ้งแคระจะตายได้ง่ายและรวดเร็วมาก เนื่องจากกุ้งแคระนั้นsensitiveต่อปริมาณแอมโมเนียไนเตรทและไนไตรท์อย่างที่ สุด ระบบกรองอาจจะใช้กรองแขวนหลังตู้ เลือกซื้อให้มีปริมาณน้ำหมุนเวียนพอดีกับความจุของตู้ แต่อย่าให้มีกระแสน้ำที่รุนแรงเกินไปเพราะอาจจะกลายเป็นวันน้ำวนสำหรับกุ้ง น้อยๆได้ ระบบกรองข้างนั้นก็สามารถใช้ได้ เพราะกุ้งแคระนั้นจะเป็นกุ้งที่ค่อนข้างชอบเกาะกับกรวดทรายรองตู้ หรือกิ่งไม้ขอนไม้ และพรรณไมน้ำ ไม่ค่อยว่ายไปในกรองข้าง แต่ในกรณีที่ต้องการเพาะพันธุ์กุ้งแคระ ก็อาจจะปิดกรองข้างแล้วใช้กรองฟองน้ำในช่วงเวลาที่กุ้งแคระตั้งท้องเป็นการ ชั่วคราว เพื่อป้องกันลูกกุ้งน้อยๆ จะไถลเข้าไปในระบบกรองเสียหมด แต่ถ้าจะให้ว่ากันจริงๆสำหรับระบบกรองแบบฟองน้ำนั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับกุ้งแคระชนิดที่เลี้ยงง่ายอย่างกุ้งเชอรี่, กุ้งพินอคคิโอ ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อกรองนอก กรองถังเครื่องละหลายตังค์ แต่ถ้ากุ้งแคระที่ค่อนข้างsensitiveอย่างกุ้งคริสตัลเรด หรือBee Shrimp ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดของเสีย และรักษาคุณภาพน้ำอย่างกรองนอก หรือกรองข้างจะดูเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ซิลเลอร์หรือเครื่องทำความเย็น
จาก ที่กล่าวมา กุ้งแคระหลายสายพันธุ์ที่มาจากแถบเอเชียตะวันออก อย่างญี่ปุ่นหรือประเทศจีนนั้น ต้องการอุณหภูมิน้ำที่ค่อนข้างเย็น ซึ่งควรอยุ่ที่ประมาณ25-28องศา เพราะฉนั้นการเลี้ยงกุ้งแคระเหล่านั้นให้ได้ในระยะยาวในประเทศเมืองร้อน อย่างบ้านเรานั้น ชิลเลอร์สามารถช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้กุ้งคริสเตัลเรดหรือบีชริมนั้น จึงเหมาะสำหรับเลี้ยงในตู้ไม้น้ำที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามอลังการ มีการติดตั้งชิลเลอร์ไว้อย่างเพียบพร้อม
แสง
ตู้เลี้ยงควรได้รับแสง เพื่อให้เกิดตะไคร่เพื่อเป็นอาหารของกุ้งแคระ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารตามธรรมชาติของเหล่ากุ้งแคระตัวน้อย แต่ข้อควรระวังเมื่อติดดวงไฟสำหรับให้แสงสว่างคือ กุ้งแคระเป็นกุ้งที่อาศัยในน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ระหว่าง 21-30 องศา (แล้วแต่สายพันธุ์) เพราะฉะนั้น ตู้ที่รับแสงไฟหรือแสงแดดตลอดเวลา อาจจะทำให้อุณหภูมิของน้ำสูง ทำให้น้ำร้อน และเป็นสาเหตุให้กุ้งตายได้ กล่าวคือ จัดให้มีแสงเพียงพอเพื่อให้พืชน้ำเจริญเติบโตได้ดี มีแสงสว่างให้กุ้งได้ใช้สังเคราะห์แสงเพื่อขับสีในตัว และระวังอุณหภูมิที่สูงเกินไปเท่านั้น
อาหารการกิน
นอกจากกุ้งแคระจะเก็บตะใคร่ตามขอนไม้ ซากใบ รากไม้ของพืชน้ำ เศษอาหารตามพื้นตู้กินเป็นหลักแล้ว อาหารสำเร็จรูปเป็น อีกทางเลือกที่ผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ อาหารสำเร็จรูปที่ให้ควรเป็นชนิดจมเพราะกุ้งแคระจะไม่ค่อยว่ายขึ้นมากิน อาหารที่ผิวน้ำ อาหารที่แนะนำคืออาหารเม็ดแบบจม กุ้งแคระจะชื่นชอบมาก เพราะในอาหารเหล่านี้มีส่วนผสมของสาหร่ายและตะไคร่ ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติของกุ้งอยุ่แล้ว นอกจากนี้อาหารสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสารเร่งสี จะทำให้กุ้งมีสีสันจัดจ้านสวยงามมากขึ้นด้วย
การเปลี่ยนน้ำ ตู้เลี้ยงกุ้งแคระ
การเปลี่ยนน้ำ 10-20% อาทิตย์ละครั้งกถือว่า็เพียงพอ การทำความสะอาดตู้บ่อยเกินไป หรือสะอาดเกินไป ไม่ดีสำหรับกุ้งแคระ เพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำฉับพลันมากไป หรือถ้าเราใช้สายยางดูดสิ่งสกปรกตามพื้นตู้บ่อยเกินไป อาหารที่เป็นประโยชน์ตามธรรมชาติสำหรับกุ้งอย่างเช่น ซากพืชน้ำ, ตะไคร่ที่เกาะตามพื้นกรวด จะถูกดูดออกไปหมด ปล่อยก้นตู้ไว้ดูรกๆ เขรอะๆ นั้น ยังเป็นประโยชน์สำหรับลูกกุ้งไว้หลบซ่อนตัว ควรเปลี่ยนน้ำทีละน้อยๆ แต่เปลี่ยนเป็นประจำ จะเหมาะสมกว่า
การเลี้ยงรวมกับปลาสวยงาม
การเลี้ยงรวามกับปลาสวยงามนั้น ควรเลือกเลี้ยงรวมกับปลาขนาดเล็กที่มีนิสัยเรียบร้อยไม่ก้าวร้าว เช่นพวกเตตร้า พวกปลาซิวขนาดเล็กจิ๋ว ส่วนปลาสวยงามที่กินอาหารที่มีชีวิตเป็นอาหาร หรือมีสัญชาตญาณนักล่า อย่างปลาหมอแคระชนิดต่างๆ ปลาหมู ปลาปักเป้า ควรหลีกเลี่ยง ไม่เช่นนั้น กุ้งแคระกลายเป็นเพียง กุ้งเหยื่อ เท่านั้นเอง
การเพาะพันธุ์กุ้งแคระ
ตู้ที่ใช้ขยายพันธุ์กุ้งแคระนั้น อาจเป็นตู้เดียวกะตู้เลี้ยงได้เลย ไม่ต้องแยกต่างหากให้ยุ่ง หลังจากที่เตรียมตู้แล้ว ก็สามารถปล่อยกุ้งลงเลี้ยงได้เลย สีสันของตัวผู้และตัวเมียค่อนข้างเหมือนกัน เรื่องสีสันลำตัวไม่สามารถนำมาเป็นเกณฑ์แบ่งแยกเพศได้อย่างแน่นอน ดูเรื่องสรีระร่างกายนั้นค่อนข้างจะworkกว่าเยอะ โดยกุ้งแคระตัวผุ้จะมีลำตัวผอมบางและยาว มีขนาดลำตัวเล็กกว่าตัวเมีย สำหรับตัวเมียจะอ้วนป้อมและมีขนาดโตเต็มที่ใหญ่กว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่ากุ้งแคระตัวผู้จะมีช่วงขาที่ยาวกว่า เพราะกุ้งตัวเมียจะมีเปลือกที่ยาวกว่า เพื่อไว้ห่อหุ้มขาว่ายน้ำซึ่งเป็นอวัยวะที่โอบอุ้มไข่เวลาตั้งท้อง วิธีเลือกซื้อกุ้งแคระตัวเมียที่ง่ายและชัวร์ที่สุดคือ สังเกตใต้ท้องว่าถ้ามีไข่ใต้ท้องละก็ตัวเมียชัวร์ ตามธรรมชาติแล้วกุ้งแคระจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนหนาแน่น เพราะฉนั้นควรเลี้ยงเป็นกลุ่มเล็กๆอย่างน้อย7-10ตัว นอกจากนี้การซื้อกุ้งแคระทีละเยอะๆยังช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าได้ทั้งผู้และ เมียมา เมื่อกุ้งแคระมีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ มันจะจัดการกันเองโดยธรรมชาติไม่ต้องไปเตรียมอุปกรณ์จัดให้ ไข่ของกุ้งแคระจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่ากุ้งฝอยเล็กน้อย สีสันของไข่หลากหลายมาก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ มีทั้งเหลือง, เขียว, ดำ, ฟ้า
เนื่องจากไข่มีขนาดใหญ่จึงทำให้จำนวนไข่มีปริมาณน้อย แต่ละครั้งแม่กุ้งจะโอบอุ้มไข่ประมาณ7-25ฟองเท่านั้น ไข่จะเกาะติดใต้ท้องแม่กุ้งและเริ่มพัฒนาเป็นตัวอ่อนภายใน28-33วัน ในช่วงสองอาทิตย์แรกไข่จะมีลักษณะกลมติดที่บริเวณขาใต้ท้องของแม่กุ้ง และยังไม่สามารถเห็นการพัฒนาของลูกกุ้ง ในอาทินย์ที่สามเป็นต้นไปไข่มีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด เราจะเริ่มสังเกตเห็นจุดดวงตาของลูกกุ้งและลูกกุ้งจะเริ่มมีขาว่ายน้ำแต่ยัง ติดอยู่กะท้องแม่ ในช่วงนี้แม่กุ้งจะหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัย เช่น ใต้ขอนไม้ โคนต้นไมน้ำ หรือใต้เศษกระถาง เพราะฉนั้น ในตู้ควรมีที่หลบซ่อนให้เพียบพอต่อจำนวนของแม่พันธุ์ด้วย เมื่อแม่กุ้งพบที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยมันจะปล่อยลูกน้อยให้ว่ายอย่างอิสระ เมื่อสังเกตว่าแม่กุ้งได้ปล่อยลูกน้อยออกจากหน้าท้องให้ว่ายอย่างอิสระแล้ว ควรปล่อยให้ลูกกุ้งเติบโตเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องทำการแยกพ่อแม่กุ้งออก หรือดูดออกเพื่อแยกลูกกุ้งไปอนุบาล เพราะพ่อแม่กุ้งจะไม่กินลูกกุ้ง ลูกกุ้งจะกินอาหารเหมือนพ่อแม่ของมัน ช่วงนี้ไม่ควรให้อาหารสดเพราะอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้ ซึ่งลูกกุ้งเหล่านี้กินไม่เยอะ เพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของปริมาณที่มีอยู่ ก็สามารถแบ่งปันถึงกุ้งจิ๋วๆได้อย่างทั่วถึง ลูกกุ้งเหล่านี้จะมีพัฒนาการและเจริญเติบโตที่รวดเร็วมาก เราสามารถสังเกตเห็นลูกกุ้งขึ้นมาเพ่นพ่านเกาะกระจกบริเวณหน้าตู้ได้อย่าง ชัดเจน หลังจากปล่อยลูกน้อยเป็นอิสระ แม่กุ้งจะเริ่มตั้งท้องใหม่ภายในสองอาทิตย์ และให้ลูกครอกใหม่ภายใน28-33วัน และลูกกุ้งจะเติบโตเป็นกุ้งโตเต็มวัยเมื่ออายุครบ3เดือน
วิธีเลือกซื้อกุ้งแคระ
1. กุ้งแคระที่แข็งแรงควรมีลำตัวสีสดใส ตลอดลำตัว ว่ายน้ำได้เป็นปกติ ไม่ว่ายควงสว่านไปมา ไม่ควรมีส่วนหนึ่งส่วนใดของลำตัวเป็นขาวขุ่นหรือสีแดง เพราะแสดงถึงบริเวณเนื้อที่ตายแล้วนั่นเอง
2. กุ้งแคระควรจะแสดงพฤติกรรมหาอาหารตลอดเวลา คือจะใช้ก้ามคู่น้อยๆคีบไปตามขอนไม้ ดงชวามอส หรือตามกรวดทรายรองตู้เก็นเศษอาหารใส่ปากอยู่ตลอดเวลา
3. หลังจากซื้อแล้ว ควรใส่พรรณไม้น้ำลงไปในถุงเล็กน้อย เพื่อให้กุ้งแคระเกาะยึด ป้องกันการกระทบกระเทือนในกรณีที่ต้องเดินทางไกล บ่อยครั้งที่มักพบว่ากุ้งแคระจะเกาะกันเองเป็นก้อนใหญ่ เมื่อไม่มีวัสดุสำหรับยึดเกาะ อาจเป็นเหตุให้กุ้งแคระตัวที่อ่อนแอเสียชีวิตได้ง่าย
