เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโภชนาการอาหารปลาทอง
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทาง
อาหาร ต่างกันไป การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้
ชนิดของอาหาร
1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง
หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำ
ลูก น้ำ อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน

รูปลูกน้ำ
ไร แดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า

รูปไรแดง
ไรทะเล เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม

รูปไรทะเล
หนอนแดง เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและ แพ็คด้วยกระดาษฟอยด์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานด้วยการแช่แข็ง
ไส้เดือนน้ำ เป็นอาหารมีชีวิตที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีโปรตีนสูงพอสมควร แต่ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะไส้เดือนตายง่าย การเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใส่ในภาชนะที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรืออาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ บ่อยๆจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นาน

รูปไส้เดือนน้ำ
ข้อควรปฎิบัติในการนำอาหารมีชีวิตมาให้ปลากิน
1. อาหารหลายชนิดมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น 100-150 ppm นาน 3-5 นาที
2.หมั่นคัดตัวที่ตายออกจากภาชนะที่ใส่ เพราะตัวที่ตายจะหมักหมมจนก่อให้เกิดเชื้อโรคได้
3.ไม่นำกระชอนหรือภาชนะที่ใส่อาหารมีชีวิตไปใช้ปะปนกัน ก่อนนำไปใช้ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ข้อดีของอาหารมีชีวิต
- มีเส้นใยมาก ย่อยง่าย ทำให้ปลากินได้บ่อยครั้ง
- อาหารมีชีวิตมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนอิสระที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต
- มีสารสีธรรมชาติที่ปลาไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง
- ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้ปลา
- มีราคาต่ำ
องค์ประกอบทางเคมีของอาหารมีชีวิตแต่ละชนิด

2.อาหารสำเร็จรูป ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาทอง ได้แก่ อาหารเม็ด ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ปลาเจริญเติบโตดีและมีสีสันสวยงาม อาหารที่มีโปรตีนต่ำทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าและมีความสมบูรณ์ทางเพศน้อยหรือ ถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ปลาขับถ่ายของเสียออกมามาก ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมีสูง ทำให้เป็นพิษต่อปลา อาหารสำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเร่งสีที่ช่วยในการ เร่งสีปลา ก่อนซื้อมาใช้ก็ควรดูส่วนผสมที่ข้างซองก่อนว่ามีสารเหล่านี้ผสมอยู่มากน้อย เพียงใด
ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบต้าแคโรทีน Beta-carotene อย่างสารลูทีน (Lutein) ซีอาแซนทีน (Zeaxanthin) และแอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ส่วนสารสีในกลุ่มอื่น เช่น ไลโคพีน(Lycopene) พบมากในพืชจำพวกมะเขือเทศและแครอท แม้ว่าเป็นสารจำพวกเบต้าแคโรทีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเร่งสีแดงในปลาทองได้ เนื่องจากร่างกายของปลาทองไม่มีกลไกลในการเปลี่ยนสารไลโคพีนให้เป็นแอสตาแซ นทีน ตรงข้ามกับสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่สามารถเร่งสีแดงของปลาทองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสาหร่ายดังกล่าวมีสารสีประเภทลูทีนและซีอาแซนทีน ซึ่งร่างกายของปลาทองมีกลไกลบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนลูทีนและซีอาแซนทีนไป เป็นแอสตาแซนทีนและนำไปใช้ประโยชน์ได้
คุณสมบัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า นอกเหนือจากเร่งสีแดงให้ปลาทองแล้ว มีปริมาณโปรตีนสูง 50-60% มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อปลา สารสีที่พบในสาหร่ายยังเป็นสารตั้งต้นของสารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต ของปลา เช่น สารตั้งต้นของวิตามินเอและฮอร์โมนบางชนิด
การเก็บรักษาสาหร่ายสไปรูลิน่า
ควร เก็บไว้ในตู้เย็นและมืด ภาชนะบรรจุควรอยู่ในถุงฟอยด์ที่ปิดมิดชิด อากาศเข้าไม่ได้ เนื่องจากสารสีเหล่านี้มีความไวต่อแสงสว่างและออกซิเจน หากสัมผัสอากาศนานๆจะเกิดการอ๊อกซิแดนท์ ในการผสมสาหร่ายในอาหารปลา ควรใช้ในปริมาณน้อยๆพอให้ปลากินหมดในแต่ละมื้อ ไม่ควรผสมคราวละมากๆแล้วทิ้งไว้ เพราะทำให้คุณสมบัติบางอย่างสูญเสียไป
ข้อดีของอาหารสำเร็จรูป
- มีสารอาหารครบถ้วน
- สะอาดปลอดภัย และเก็บไว้ได้นาน
- มีให้เลือกหลายชนิด และสะดวกต่อการใช้
หลักในการให้อาหารปลาทอง
1.ปลาในแต่ละช่วงอายุจะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน
ลูกปลาเล็กขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว อายุไม่เกิน 2 เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60%-80% เพื่อการเจริญเติบโต
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 เดือน มีความต้องการโปรตีน ประมาณ40%-60% เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางเพศ
ปลาโตเต็มวัยขนาด 3 นิ้วขึ้นไป อายุ 4 เดือนขึ้นไป มีความต้องการโปรตีน ประมาณ 30%-40%
2. การให้อาหารปลาทองควรให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักปลา เช่นปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด น้ำหนัก 500 กรัม ควรให้อาหารเม็ดวันละ 15-25 กรัม (ปลาทอง ขนาดความยาว 12.5 ซม. จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 100 กรัม)
3.แบ่งมื้ออาหารในการให้ออกเป็นหลายมื้อ ถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยๆก็ควรให้วันละ 2 มื้อ
4.ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละมื้อไม่ควรให้มากเกินไป ปลาควรกินให้หมดภายใน 15 นาที
5.ควรให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
6.ปลาไม่ยอมกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนจึง ต้องมีการฝึกให้กินอาหารนั้นก่อน
7.การเลือกชนิดอาหารและปริมาณในการให้อาหาร ต้องคำนึงถึงระบบการจัดการน้ำในการเลี้ยง
8.ก่อนนำอาหารที่มีชีวิตมาให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ขอขอบคุณที่มาของบทความดีดี
ย่อโดย: นางฉวีวรรณ หนูนุ่น
อ้างอิง: Fancy Fish Vol8/No.89 ประจำเดือนมีนาคม 2551 หน้า 97-100
รูปภาพประกอบ: nicaonline
