<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ห้องสมุดสัตว์ออนไลน์ &#187; ปลาสวยงาม</title>
	<atom:link href="http://www.tomyfarm.com/library/archives/category/fancyfish/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.tomyfarm.com/library</link>
	<description>แห่งแรกในประเทศไทย</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Jun 2011 05:10:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>คุณรู้จัก ปลา ดีแล้วหรือยัง?</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/533</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/533#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2009 03:44:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาสวยงาม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=533</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเอ่ยถึงคำว่า &#8220;ปลา&#8221; แล้ว ก็คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จักนะครับ แล้วทำไมต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกัน ในเมื่อใครๆ ก็รู้จัก &#8220;ปลา&#8221; ปลาเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง ที่มีกระดูกสันหลัง ปลาจะหายใจโดยใช้เหงือก มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ผ่านมาก็หลายยุคหลายสมัย มีวิวัฒนาการ และพัฒนาสายพันธุ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ต่อเนื่องสืบมาจนปัจจุบัน ที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ ปลาแต่ละชนิดนั้น มีเสน่ห์ความงามที่น่าดึงดูดใจ ทั้งสีสันหน้าตา รูปร่างลวดลายที่แตกต่างกันออกไป โดยที่มาและรายละเอียดของปลาแต่ละชนิด มีต้นกำเนิดและข้อมูลที่น่าค้นหามากมายเลยทีเดียว คุณ รู้จัก &#8220;ปลา&#8221; ดีพอแล้วหรือยังครับ? ถ้ายัง.. นี่คือคำตอบ.. ก่อนที่คุณจะเลือก &#8220;ปลา&#8221; มาเลี้ยง ในฐานะของ &#8220;ปลาสวยงาม&#8221; ที่เลี้ยงไว้เพื่อดูเล่น เพื่อเป็นเพื่อน หรือด้วยเหตุผลต่างๆ นานา คุณควรทำความรู้จักกับ &#8220;ปลา&#8221; ให้ดีเสียก่อน ว่าปลาั้นั้นมีอวัยวะภายนอกอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่อะไร และมีความสำคัญอย่างไร เพื่อจะได้ดูแลได้อย่างถูกต้อง และเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลือกซื้อปลาแต่ละตัว 1. ดวงตาปลา อวัยวะนี้ถือว่าสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียวครับ ปลาแต่ละตัวต้องมีดวงตา และเป็นดวงตาที่พัฒนาตนเองให้สามารถมองเห็นในน้ำได้ดีขึ้น เรื่อยๆ ตามการผ่านเลยไปของกาลเวลา 2. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>เมื่อเอ่ยถึงคำว่า &#8220;ปลา&#8221; แล้ว ก็คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จักนะครับ แล้วทำไมต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกัน ในเมื่อใครๆ ก็รู้จัก &#8220;ปลา&#8221;</strong></span></p>
<p>ปลาเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง ที่มีกระดูกสันหลัง ปลาจะหายใจโดยใช้เหงือก มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ผ่านมาก็หลายยุคหลายสมัย มีวิวัฒนาการ และพัฒนาสายพันธุ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ต่อเนื่องสืบมาจนปัจจุบัน ที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ ปลาแต่ละชนิดนั้น มีเสน่ห์ความงามที่น่าดึงดูดใจ ทั้งสีสันหน้าตา รูปร่างลวดลายที่แตกต่างกันออกไป โดยที่มาและรายละเอียดของปลาแต่ละชนิด มีต้นกำเนิดและข้อมูลที่น่าค้นหามากมายเลยทีเดียว</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">คุณ รู้จัก &#8220;ปลา&#8221; ดีพอแล้วหรือยังครับ? ถ้ายัง.. นี่คือคำตอบ..</span></strong></p>
<p>ก่อนที่คุณจะเลือก &#8220;ปลา&#8221; มาเลี้ยง ในฐานะของ &#8220;ปลาสวยงาม&#8221; ที่เลี้ยงไว้เพื่อดูเล่น เพื่อเป็นเพื่อน หรือด้วยเหตุผลต่างๆ นานา คุณควรทำความรู้จักกับ &#8220;ปลา&#8221; ให้ดีเสียก่อน ว่าปลาั้นั้นมีอวัยวะภายนอกอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่อะไร และมีความสำคัญอย่างไร เพื่อจะได้ดูแลได้อย่างถูกต้อง และเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลือกซื้อปลาแต่ละตัว</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">1. ดวงตาปลา</span></strong></p>
<p>อวัยวะนี้ถือว่าสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียวครับ ปลาแต่ละตัวต้องมีดวงตา และเป็นดวงตาที่พัฒนาตนเองให้สามารถมองเห็นในน้ำได้ดีขึ้น เรื่อยๆ ตามการผ่านเลยไปของกาลเวลา</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">2. จมูกของปลา</span></strong></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจจะสงสัย ปลามีจมูกด้วยหรือ? คำตอบคือ โดยปกติ ปลาจะมีจมูก แต่ไม่ได้มีไว้สำหรับหายใจครับ แต่มีไว้เพื่อรับรู้ถึงกลิ่นนั่นเอง โดยจะมี 1-2 รูต่อปลาหนึ่งตัว อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปลาแต่ละชนิด</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">3. ปากของปลา</span></strong></p>
<p>คงไม่ได้มีไว้ทำการอื่นใด หากไม่ใช่กินอาหาร โดยปากของปลาแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">4. ครีบปลา</span></strong></p>
<p>ประกอบไปด้วย ครีบเดี่ยว และ ครีบคู่ ดังนี้</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ครีบเดี่ยว</strong> </span>ได้แก่</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบหลัง</span> อยู่ด้านบนสุดของตัวปลา มีหน้าที่สำคัญก็คือช่วยในการว่ายน้ำนั่นเอง ครีบหลังนี้มีได้ทั้งอ่อน และแข็งครับ</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบหาง</span> ไว้ปรับบังคับทิศทางในการว่ายน้ำ เหมือนหางเสือเรือ</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบทวาร</span> อยู่ด้านล่าง ถัดขึ้นมาจากครีบหาง ช่วยในการทรงตัว และทำหน้าที่สำคัฐในการสืบพันธุ์ครับ</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบไขมัน</span> เป็นครีบปลาที่มีขนาดเล็กมาก อยู่ด้านบนของตัวปลา ใกล้กับโคนหางของปลา จะช่วยพยุงส่วนบนระหว่างครีบหลังและครีบหาง</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong><span style="color: #800080;">ครีบคู่</span></strong> </span>ได้แก่</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบอก</span> อยู่บริเวณกระพุ้งแก้มของปลา หรือบางคนอาจจะเรียกว่า ครีบหู นะครับ ครีบนี้จะช่วยในการว่ายน้ำครับ</p>
<p><span style="color: #800080;">* ครีบท้อง </span>จะอยู่ระหว่างครีบทวารและครีบอก ช่วยในการทรงตัว และการว่ายไปทิศทางต่างๆ ของปลาครับ</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">5. เกล็ดปลา</span></strong></p>
<p>ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากสิ่งที่จะมากระทบที่ตัวปลา และแรงเสียดสีต่างๆ ครับ แต่ปลาบางชนิด ก็ไม่มีเกล็ด</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>6. เส้นข้างตัว</strong></span></p>
<p>อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะเส้นข้างตัวนี้ รับรู้เกี่ยวกับความสั่นไหวของน้ำเชียวนะครับ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>7. หนวดปลา</strong></span></p>
<p>อยู่ติดกับปากปลา ใช้ในการรับรส หาอาหาร แต่ทั้งนี้ ปลาบางชนิด ก็ไม่มีหนวดครับ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>8. รูทวารปลา</strong></span></p>
<p>อยู่ติดกับครีบทวารปลา ใช้ขับของเสียออกมาจากร่างกายของปลา และปลาบางชนิด ยังใช้รูทวารในการผสมพันธุ์อีกด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">คราวนี้ คุณคงพูดได้แล้วว่า.. คุณรู้จัก  <span style="color: #ff00ff;">&#8220;ปลา&#8221;</span> ดีพอ ในระดับหนึ่ง !</span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/533/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูน Anemonefish Breeding</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/122</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/122#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 06:46:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะพันธุ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบัน การเลี้ยงปลาสวยงามได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงภายในครอบครัว ตามร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ราชการ หรือหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากตู้ปลาสวยงามจะสร้างความสวยงาม ความเพลิดเพลินให้แก่ผู้พบเห็น บางคนเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรกภายในครอบครัว ทำให้มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เป็นการสร้างความรักความสามัคคีและความผูกพันธุ์ภายในครอบครัว เด็กๆ ที่ได้เลี้ยงปลาสวยงามจะทำให้เขามีความรัก ความเมตตาต่อสัตว์ มีจิตใจอ่อนโยน ทำให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในสังคมปัจจุบัน จากความนิยมในการเลี้ยงปลาสวยงาม ได้ก่อให้เกิดกิจกรรม และธุรกิจต่อเนื่องหลายอย่าง สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่บุคคลหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจเพาะพันธุ์ปลา ธุรกิจจำหน่ายปลา ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจผลิตและขายอุปกรณ์การเลี้ยงปลา ธุรกิจยา อาหาร และสารเคมี และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปรากฎชัดเจนแล้วว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับปลาสวยงามได้สร้างงานสร้างรายได้ เข้าประเทศได้ดีทางหนึ่ง การเลี้ยงปลาสวยงามแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะน้ำที่ใช้เลี้ยงคือ การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืดและการเลี้ยงปลาสวยงามทะเล ในอดีตเมื่อนึกถึงการเลี้ยงปลาสวยงาม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืด ส่วนการเลี้ยงปลาสวยงามทะเลจะเป็นสิ่งที่ไกลตัวและเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันเมื่อคนเข้าใจในระบบนิเวศน์ของทะเลมากขึ้น การเลี้ยงปลาทะเลจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากเหมือนแต่ก่อน การเลี้ยงปลาสวยงามทะเลจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปลาทะเลจะมีความสวยงามกว่าปลาน้ำจืดนั่นเอง แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการจับปลาจากทะเล และการเก็บสิ่งประดับตู้ปลาต่างๆ จากทะเลเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะสร้างรายได้อย่างงามให้แก่คนในธุรกิจนี้แต่ก็มีผลเสียต่อธรรมชาติ เป็นอย่างมากเช่นกัน ด้านการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามทะเลในปัจจุบันพบว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่า ที่ควร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">ในปัจจุบัน การเลี้ยงปลาสวยงามได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงภายในครอบครัว ตามร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ราชการ หรือหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากตู้ปลาสวยงามจะสร้างความสวยงาม ความเพลิดเพลินให้แก่ผู้พบเห็น บางคนเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรกภายในครอบครัว ทำให้มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เป็นการสร้างความรักความสามัคคีและความผูกพันธุ์ภายในครอบครัว เด็กๆ ที่ได้เลี้ยงปลาสวยงามจะทำให้เขามีความรัก ความเมตตาต่อสัตว์ มีจิตใจอ่อนโยน ทำให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในสังคมปัจจุบัน จากความนิยมในการเลี้ยงปลาสวยงาม ได้ก่อให้เกิดกิจกรรม และธุรกิจต่อเนื่องหลายอย่าง สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่บุคคลหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจเพาะพันธุ์ปลา ธุรกิจจำหน่ายปลา ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจผลิตและขายอุปกรณ์การเลี้ยงปลา ธุรกิจยา อาหาร และสารเคมี และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปรากฎชัดเจนแล้วว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับปลาสวยงามได้สร้างงานสร้างรายได้ เข้าประเทศได้ดีทางหนึ่ง<br />
</span><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> การเลี้ยงปลาสวยงามแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะน้ำที่ใช้เลี้ยงคือ การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืดและการเลี้ยงปลาสวยงามทะเล ในอดีตเมื่อนึกถึงการเลี้ยงปลาสวยงาม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืด ส่วนการเลี้ยงปลาสวยงามทะเลจะเป็นสิ่งที่ไกลตัวและเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันเมื่อคนเข้าใจในระบบนิเวศน์ของทะเลมากขึ้น การเลี้ยงปลาทะเลจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากเหมือนแต่ก่อน การเลี้ยงปลาสวยงามทะเลจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปลาทะเลจะมีความสวยงามกว่าปลาน้ำจืดนั่นเอง แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการจับปลาจากทะเล และการเก็บสิ่งประดับตู้ปลาต่างๆ จากทะเลเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะสร้างรายได้อย่างงามให้แก่คนในธุรกิจนี้แต่ก็มีผลเสียต่อธรรมชาติ เป็นอย่างมากเช่นกัน ด้านการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามทะเลในปัจจุบันพบว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่า ที่ควร คือเพาะพันธุ์ได้น้อยชนิด และผลิตได้จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ดังนั้นหากจะพัฒนาธุรกิจด้านการเลี้ยงปลาสวยงามทะเล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งศึกษาด้านการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามทะเล การเพาะพันธุ์ปะการัง รวมไปถึงพันธุ์ไม้น้ำทะเลด้วย<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เมื่อนึกถึงปลาสวยงามทะเล คนส่วนใหญ่จะนึกถึงปลาการ์ตูนเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากปลาการ์ตูนเป็นปลาที่มีสีสรรสวยงาม น่ารัก เชื่องง่าย เมื่อการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามเริ่มขยายตัว ปลาการ์ตูนจากธรรมชาติจึงถูกจับมาขายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงและเป็นปลาที่จับได้ง่าย ปัจจุบันนี้พบว่า ประชากรของปลาการ์ตูนชนิดต่างๆ ได้ลดจำนวนลงอย่างมาก เกือบเข้าภาวะวิกฤติ จะต้องได้รับการช่วยเหลือโดยด่วน สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ ในสังกัด กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปลาชนิดนี้ทั้งในด้านการอนุรักษ์และคุณค่าทาง เศรษฐกิจ จึงเริ่มศึกษาด้านการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนของไทยตั้งแต่ต้นปี 2544 โดยผสมผสานความรู้จากการศึกษาพฤติกรรมการวางไข่และการเจริญเติบโตของปลา การ์ตูนส้มขาวของอุ่นจิต (2537) กับความรู้ด้านการเพาะพันธุ์ปลากะรังของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดกระบี่ จนถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2545) สามารถเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนได้ 5 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง ปลาการ์ตูนหลังอาน และปลาการ์ตูนอินเดียน ทั้ง 5 ชนิด สามารถผลิตปลาขนาด 1 นิ้ว ได้จำนวนมากและมีอัตรารอดสูงอย่างสม่ำเสมอ วิธีการต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้</span></span> <span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong>ชีววิทยา<br />
</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ปลาการ์ตูนเป็นปลาที่ถูกจัดอยู่ในครอบครัวปลาสลิดหิน (damselfishes, family pomacentridae) (สุภาพร, 2543) ปัจจุบันปลาการ์ตูนทั่วโลกที่สำรวจพบ และได้รับการจำแนกแล้วมี 28 ชนิด เป็นสกุล (genus) Amphiprion จำนวน 27 ชนิด และ สกุล Premnas อีก 1 ชนิด คือ <em>spinecheek anemonefish, Premnas biaculeatus</em> ซึ่งลักษณะที่ใช้แยกปลาสกุลนี้ออกมาคือ มีหนามขนาดใหญ่ (enlarged spine) บริเวณใต้ตา (Allen, 1997)</span></span><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;">อุ่น จิต(2537) กล่าวว่า ปลาการ์ตูนที่พบในน่านน้ำไทยมี 7 ชนิด แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 5 ชนิด ได้แก่ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนอินเดียน ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และปลาการ์ตูนแดงดำ ส่วนปลาการ์ตูนที่พบในอ่าวไทยมี 2 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนหลังอาน และปลาการ์ตูนอินเดียนแดง แต่ ธรณ์(2544) กล่าวว่า ปลาการ์ตูนลายปล้องสามารถพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน นอกจากนั้นยังพบปลาการ์ตูนส้มขาว และ ปลาการ์ตูนอินเดียนที่เกาะโลซิน จังหวัดนราธิวาส (อ่าวไทย) อีกด้วย</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;">ปลาการ์ตูนพบได้เฉพาะในเขตมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกบางส่วน ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากดอกไม้ทะเล ดังนั้นเราจะพบปลาการ์ตูนได้ก็ต่อเมื่อได้พบดอกไม้ทะเลเท่านั้น แม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีเข็มพิษแต่กลับไม่ทำอันตรายต่อปลาการ์ตูน ทำให้ปลาการ์ตูนอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในดอกไม้ทะเล จากการสำรวจพบว่า ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะจำเพาะเจาะจงต่อชนิดของดอกไม้ทะเลที่จะอาศัยอยู่ด้วย แต่ก็มีปลาการ์ตูนอีกหลายชนิดที่สามารถอาศัยอยู่กับดอกได้ทะเลได้หลายชนิด<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบสีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปกติจะประกอบไปด้วยสีส้ม แดง ดำ เหลือง และส่วนใหญ่จะมีแถบสีขาวพาดขวางลำตัว 1-3 แถบ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของปลาการ์ตูนก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นปลาการ์ตูนชนิดเดียวกันแต่ก็จะมีส่วนที่มีสีแตกต่าง กันอยู่เสมอ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ปลาการ์ตูนจำคู่ของมันได้ นอกจากนั้นปลาที่อาศัยต่างสถานที่กันอาจมีสีที่แตกต่างกันได้เรียกว่าความ ผันแปรของสี (colour variation)</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;">โดย ปกติปลาการ์ตูนจะอยู่กันเป็นคู่ ๆ และอาจมีปลาขนาดเล็กอาศัยร่วมอยู่ด้วย แต่ในดอกไม้ทะเลดอกหนึ่ง จะมีปลาตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัวเท่านั้น ปลาตัวเมียจะมีขนาดโตกว่าตัวผู้และตัวอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด และทำหน้าที่เป็นผู้นำ คอยปกป้องอาณาเขตที่เป็นที่อาศัยของมัน ถ้าปลาตัวเมียตายไป จะมีปลาตัวใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและกลายเป็นตัวเมียแทน หรือหมายความว่า ปลาการ์ตูนสามารถเปลี่ยนเพศจากเพศผู้เป็นเพศเมียได้ Allen(1997) กล่าวว่า ปลาการ์ตูนจะวางไข่ครั้งละหลายร้อยฟองบริเวณฐานของดอกไม้ทะเล ซึ่งมีหนวดของดอกไม้ทะเลปกคลุม ทำให้ไข่มีความปลอดภัย พ่อปลาจะคอยดูแลไข่ หลังจากนั้น 6-7 วัน ไข่จะฟักเป็นตัวและล่องลอยไปตามน้ำ ใช้ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้นปลาต้องหาดอกไม้ทะเลเพื่อเป็นที่อยู่ ไม่อย่างนั้นปลาจะตายเนื่องจากอดอาหาร หรือถูกกิน </span></span> <span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>ปลาการ์ตูนส้มขาว </strong><em>clown anemonefish, A. ocellaris </em>(Cuvier, 1830)</span></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"> ลำตัวมีสีส้มเข้ม มีแถบสีขาว 3 แถบ พาดบริเวณส่วนหัว ลำตัวและบริเวณหาง ขอบของแถบสีขาวเป็นสีดำ ขอบนอกของครีบเป็นสีขาวและขอบในเป็นสีดำ อาศัยในที่ลึก ตั้งแต่ 1-15 เมตร ขนาดตัวโตที่สุดประมาณ 10 เซนติเมตร อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลชนิด Heteractis magnifica และ Stichodactyla gigantea เป็นต้น ปลาการ์ตูนส้มขาวพบได้บ่อยที่สุดในทะเลอันดามัน อ่าวไทยพบได้ที่เกาะโลซิน จังหวัดนราธิวาส อาศัยอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ในดอกไม้แต่ละกออาจพบปลาการ์ตูนชนิดนี้อยู่ด้วยกัน 6-8 ตัว </span> <span style="color: #000000;"><img src="http://nicaonline.com/images/Clown01.jpg" alt="" width="150" height="112" /></span> <span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><img src="http://nicaonline.com/images/Clark002.jpg" alt="" width="150" height="112" /></span> <span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong>ปลาการ์ตูนลายปล้อง</strong> <em>clark&#8217;s anemonefish, A. clarkii </em>(Bennett, 1830)<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ลำตัวมีสีดำเข้ม ส่วนหน้าครีบอกและหางมีสีเหลืองทอง มีแถบขาว 3 แถบ ตรงส่วนหัว ลำตัว และโคนหาง ปลาชนิดนี้มีความผันแปรของสีสูง มีไม่ต่ำกว่า 8 รูปแบบ (ธรณ์, 2544) สีของลูกปลาวัยรุ่นก็ต่างจากปลาเต็มวัย พบทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จัดเป็นปลาการ์ตูนใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ขนาดโตที่สุดประมาณ 15 ซ.ม. อาศัยอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้หลายชนิด บางครั้งเป็นชนิดที่พบตามพื้นทราย ปลาการ์ตูนลายปล้องมีการแพร่กระจายกว้างมาก อาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 3-4 ตัว โดยมีตัวเมีย ซึ่งมีขนาดโตที่สุด เป็นจ่าฝูง ตัวที่มีขนาดรองลงมาจะเป็นตัวผู้ ถ้าตัวเมียตายไปตัวผู้ก็จะรีบโตและเปลี่ยนเพศขึ้นมาทำหน้าที่แทน </span></span> <span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง </strong><em>sebae anemonefish, A. sebae </em>(Bleeker, 1853)<br />
</span></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">ลำ ตัวมีสีดำ ส่วนหางมีสีเหลือง มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกพาดอยู่บริเวณหลังตา อีกแถบพาดผ่านท้องขึ้นมายังครีบหลัง เป็นชนิดที่หายาก พบเฉพาะฝั่งอันดามันในที่ลึกตั้งแต่ 2-25 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 14 เซนติเมตร อยู่กับดอกไม้ทะเลชนิดที่ฝังทรายได้แก่ Stichodactyla haddoni มีสีน้ำตาลหนวดสั้น มักอยู่กันเป็นคู่กับลูกเล็ก ๆ 3-4 ตัว มีนิสัยดุร้ายกับปลาอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว<br />
</span> <span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><img src="http://nicaonline.com/images/Sebae99.jpg" alt="" width="150" height="112" /></span> <span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #000000;"><img src="http://nicaonline.com/images/Saddleba.jpg" alt="" width="150" height="101" /></span></span> <span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong>ปลาการ์ตูนหลังอาน</strong> <em>saddleback anemonefish, A. polymnus </em>(Linnaeus, 1758)<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ลำตัวมีสีน้ำตาลอมดำ มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกอยู่หลังตา อีกแถบเริ่มบริเวณกลางลำตัวเป็นแถบโค้งพาดเฉียงขึ้นไปที่ครีบหลัง ลักษณะคล้ายอานม้า พบในที่ลึก ตั้งแต่ 2-30 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 12 เซนติเมตร อยู่กับดอกไม้ทะเลชนิดที่ฝังตัวอยู่ตามพื้นทราย คือ Heteractis crispa และ Stichodactyla haddoni พบเฉพาะในอ่าวไทย</span></span> <span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>ปลาการ์ตูนอินเดียน</strong> <em>yellow skunk anemonefish, A. akallopisos</em> (Bleeker, 1853)</span></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> <span style="color: #000000;"> ลำตัวมีสีเนื้ออมเหลืองทองอมชมพู มีแถบขาวเล็ก ๆ พาดผ่านบริเวณหลังตั้งแต่ปลายจมูกจนจรดครีบหาง อาศัยในที่ลึกตั้งแต่ 3 &#8211; 25 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 10-11 เซนติเมตร อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลชนิด <em>Heteractis magnifica</em> และ <em>Stichodactyla mertensii </em>อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่คล้ายปลาการ์ตูนส้มขาว พบได้บ่อยทางฝั่งอันดามัน ส่วนอ่าวไทยพบที่เกาะโลซิน</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong><span style="color: #ff00ff;">การเพาะพันธุ์และอนุบาล</span></strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>การจัดการพ่อแม่พันธุ์</strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>1.1 การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #000000;">รวบ รวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ พยายามรวบรวมให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่จับคู่กันอยู่แล้วจะช่วยให้พ่อแม่พันธุ์ วางไข่ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าไม่สามารถหาพ่อแม่พันธุ์เป็นคู่ๆ จากธรรมชาติได้ การจับคู่ให้ปลาการ์ตูนก็สามารถที่จะทำได้ เพศเมียจะมีขนาดใหญ่และอาจมีท้องที่อูมเป่ง ส่วนตัวผู้เลือกตัวที่มีขนาดเล็กและท้องเรียบ หลังการจับคู่ให้ปลาแล้วต้องคอยสังเกตว่าปลาจะยอมรับกันหรือไม่ ถ้าปลาไม่ยอมรับจะพบว่าปลาตัวเมียจะไล่กัดตัวผู้ บางครั้งตัวผู้อาจตายได้เนื่องจากโดนกัดหรือกระโดดหนีออกนอกตู้</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>1.2 การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์</strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong> 1.2.1 การจัดตู้</strong><br />
ใช้ตู้กระจกขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ใช้ระบบกรองน้ำแบบกรองทรายภายในตู้ โดยใส่แผงกรองรองรับพื้นตู้ใช้กรวด ซากปะการัง หรือ เศษเปลือกหอยเป็นวัสดุกรอง ใส่วัสดุสำหรับให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์วางไข่ไว้ข้างๆ ดอกไม้ทะเล เช่น ก้อนหิน(ไม่จำกัดรูปทรงแต่ให้ผิวเรียบ)หรือเปลือกหอยตะโกรม(ปลาจะวางไข่ด้าน ในของเปลือกหอย) เปลือกหอยมือเสือเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่ปลาชอบใช้วางไข่แต่ไม่ควรนำมาใช้ เนื่องจากการมีเปลือกหอยมือเสือในครอบครองเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ควรเลือกใช้หินผิวเรียบ หรือเปลือกหอยนางรมจะดีกว่าเนื่องจากหาได้ง่ายและไม่ผิดกฎหมาย<br />
ดอกไม้ ทะเลเป็นสิ่งสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่ง บุคคลทั่วไปไม่สามารถมีในครอบครองได้ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาหนึ่งของการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูน แต่จากการทดลองเบื้องต้นของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่พบว่า พ่อแม่พันธุ์ปลาการ์ตูนส้มขาวที่เลี้ยงในตู้กระจกโดยไม่ใช้ดอกไม้ทะเล ปลาสามารถที่จะวางไข่ในตู้กระจกได้ ส่วนการอนุบาลลูกปลาการ์ตูนและการเลี้ยงปลาการ์ตูนที่ได้จากโรงเพาะฟักพบว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้ทะเล</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>1.2.2 น้ำและการจัดการ</strong><br />
น้ำที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาการ์ตูนของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จัวหวัดกระบี่เป็นน้ำทะเลที่มีความเค็มประมาณ 30-33 ppt ก่อนนำมาใช้จะทำการฆ่าเชื้อในน้ำด้วยคลอรีน ความเข้มข้น 15-25 ppm และเป่าลมจนคลอรีนสลายหมด ในตู้กระจกจะใส่น้ำประมาณ 150 ลิตร เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง(ไม่ต้องนำปลาออกจากตู้)ในช่วงบ่าย ครั้งละ 70-80 % พร้อมกับทำความสะอาดตู้(บริเวณด้านข้างของตู้) ควรล้างทรายในตู้เดือนละประมาณ 1 ครั้ง (นำปลาออกจากตู้ก่อน)น้ำที่นำมาใช้นอกจากการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนแล้ว น้ำที่ผ่านระบบกรองทรายก็น่าจะใช้ได้ผลดี สำหรับในแหล่งที่จัดหาน้ำทะเลไม่ได้ การใช้น้ำทะเลเทียมประกอบกับระบบกรองที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการกรองทรายก็มี ความเป็นไปได้ ทั้งนี้ผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ในการควบคุมสภาพน้ำในระบบปิดเป็นอย่างดี</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>1.2.3 อาหารและการให้อาหาร</strong><br />
</span></span><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ใช้เนื้อกุ้งสับละเอียดหรืออาร์ทีเมียตัวใหญ่(ตัวเต็มวัย) เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ให้อาหารจนอิ่ม วันละ 2 ครั้ง ในเวลา 09.00 น. และ 15.00 น. มีบางรายงานที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ด้วยหัวใจวัว หรืออาหารชนิดอื่นๆ แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบผลของอาหารแต่ละชนิดต่อความสมบูรณ์ของปลา แต่จากการใช้เนื้อกุ้งและอาร์ทีเมียในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์พบว่าปลามี สุขภาพสมบูรณ์ดี ให้ไข่สม่ำเสมอและได้ลูกปลาวัยอ่อนที่แข็งแรงดี นอกจากนั้น เนื้อกุ้งสามารถจัดหาได้ง่าย และสามารถเลือกซื้อกุ้งขนาดเล็กที่มีราคาถูกมาเป็นอาหารพ่อแม่พันธุ์ได้</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><strong>2 การวางไข่และการพัฒนาของไข่</strong></span></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #000000;"> ก่อนที่ปลาจะวางไข่ 2-5 วัน ปลาตัวผู้จะเลือกวัสดุและทำความสะอาด โดยใช้ปากตอด ใช้ครีบอกและครีบหางโบกพัดสิ่งอื่นๆ ที่ติดอยู่บนผิวหน้าของวัสดุให้หลุดไป เมื่อใกล้วางไข่ ปลาตัวเมียจะมีท้องที่อูมเป่ง ใหญ่กว่าปกติ และมีท่อนำไข่ไผล่ออกมายาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร หลังจากนั้น ปลาจะเริ่มวางไข่ภายใน 1 ชั่วโมง แม่ปลาจะวางไข่ติดกับวัสดุที่เลือกไว้แล้ว โดยวางเป็นชุดๆ พ่อปลาก็จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม เมื่อวางไข่เสร็จพ่อปลาจะเฝ้าดูแลไข่ ด้วยการโบกพัดด้วยครีบ ใช้ปากตอด และเก็บไข่เสียออก แม่ปลาจะเข้ามาช่วยโบกพัดเป็นครั้งคราว ใช้เวลาประมาณ 7-8 วัน ไข่ก็พร้อมที่จะฟักออกเป็นตัว ปลาการ์ตูนสามารถที่จะวางได้ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 500-1,000 ฟอง ขึ้นกับขนาดและความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์ ในการวางไข่ชุดแรก ๆ พบว่าปลามักจะกินไข่ตัวเองจนหมด เนื่องจากอาการตกใจ แต่เมื่อวางไข่ชุดหลังๆ ปลาจะเริ่มเคยชินกับการถูกรบกวนและจะไม่กินไข่ตัวเองอีก</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>3 การฟักไข่</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #000000;"> หลังจากปลาวางไข่แล้ว 7-8 วัน ไข่พร้อมที่จะฟักเป็นตัว สังเกตได้จากตาของตัวอ่อนในไข่มีสีเงินวาว ในตอนเย็นนำไข่ที่พร้อมจะฟักออกเป็นตัวซึ่งติดอยู่กับก้อนหินหรือเปลือกหอย ไปฟักในถังขนาด 500 ลิตร เติมน้ำทะเลสะอาด 300 ลิตร ในการฟักใช้หลักการเดียวกับ อุ่นจิต(2537) โดยอาศัยแรงลมดันน้ำให้ไหลผ่านไข่ปลาเบา ๆ (รูปที่ 6) ลูกปลาจะฟักออกจากไข่ในเวลากลางคืน จากนั้นจึงนำวัสดุ และอุปกรณ์การฟักออก</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>4 การอนุบาล</strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>4.1 บ่ออนุบาล</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #000000;"> ถังไฟเบอร์กลาสสีน้ำตาล หรือ ถัง PE สีดำ ขนาดความจุ 500 ลิตร ใช้เป็นถังฟักและอนุบาลลูกปลาตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 15 วัน หลังจากนั้นจึงย้ายลูกปลาไปอนุบาลต่อในคอกในบ่อดิน(คอกทำด้วยอวนในล่อน ขนาดตาละเอียด หรือเลือกขนาดตาที่เหมาะสมที่ปลาไม่สามารถหนีออกไปได้)การอนุบาลในช่วง 5 วันแรก ควรปิดปากถังด้วยผ้าพรางแสงสีดำ 1 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงของแสงในบ่ออย่างรวดเร็ว และป้องกันสิ่งสกปรกอื่นๆ</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>4.2 น้ำและการจัดการ</strong><br />
การอนุบาลในถังควรเปลี่ยนถ่ายน้ำประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ วันเว้นวัน พร้อมกับดูดตะกอนก้นถัง การดูดตะกอนจะเริ่มทำเมื่อปลาอายุประมาณ 5-6 วัน หรือเห็นว่าพื้นถังเริ่มสกปรก การถ่ายน้ำและการดูดตะกอนต้องทำอย่างนิ่มนวล เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในถังอนุบาล ซึ่งจะทำให้ปลาช็อกได้</span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>4.3 อาหารและการให้อาหาร</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
</span><span style="color: #000000;"><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ปลาอายุ แรกฟัก ถึง 7 วัน ใช้โรติเฟอร์เป็นอาหาร ความหนาแน่น ประมาณ 5-15 ตัว/มล. พร้อมกับเติมคลอเรลลาให้น้ำมีสีเขียวอ่อน ๆ เพื่อเป็นอาหารของโรติเฟอร์ ควรเช็คความหนาแน่นของโรติเฟอร์วันละ 2-3 ครั้ง เริ่มฝึกให้ปลากินอาร์ทีเมียแรกฟัก เมื่อลูกปลาอายุ 5 วัน เมื่อลูกปลากินอาร์ทีเมียได้ดีแล้วจึงหยุดให้โรติเฟอร์ อายุ 15 วัน ย้ายไปอนุบาลในคอก ถ้าไม่มีคอกอาจจะอนุบาลต่อในถังหรือบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ขึ้นก็สามารถทำได้ โดยให้มีความหนาแน่นลูกปลาประมาณ 0.5-2 ตัว/ลิตร แต่การอนุบาลในคอกจะลดการทำงานในส่วนของการถ่ายน้ำ และมีต้นทุนที่ถูกกว่า</span><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;">หลัง จากย้ายลูกปลาลงไปอนุบาลในคอกแล้วยังต้องให้อาร์ทีเมียตัวเล็กเป็นอาหารอีก ประมาณ 5 วัน จึงฝึกให้กินไรแดงแช่แข็งและเนื้อปลาสดบดละเอียด วันละ 2-3 ครั้ง ถ้าสามารถจัดหาอาร์ทีเมียตัวใหญ่เป็นอาหารลูกปลาได้จะช่วยให้ลูกปลาโตเร็ว ขึ้น ใช้เวลาอนุบาลลูกปลาในคอกประมาณ 40-45 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 1 นิ้ว สามารถจำหน่ายได้ หรือเลี้ยงให้โตกว่านี้ก็จะได้ราคาที่สูงขึ้น </span></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong> </strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;"><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif;"><br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">ทัศพล กระจ่างดารา. 2543. การเลี้ยงปลาสวยงามทะเล. รั้วเขียว, กรุงเทพฯ. 105 หน้า.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์. 2544. ป๊ะป๋า ปลาการ์ตูน. แอดวานซ์ ไทยแลนด์ จีโอกราฟฟิค. ปีที่ 6 ฉบับที่ 46 เดือนมีนาคม-เมษายน 2544. หน้า 248-290.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">สุภาพร สุกสีเหลือง. 2542. มีนวิทยา. พิมพ์ดี, กรุงเทพฯ. 568 หน้า.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">อุ่น จิต ปาติยเสวี. 2537. ศึกษาพฤติกรรมการวางไข่และการเจริญเติบโตของปลาการ์ตูนส้มขาว(False Clown Anemonefish, Amphiprion ocellaris). ใน : รายงานการสัมมนาวิชาการประจำปี 2537, กรมประมง, กรุงเทพฯ. หน้า 393-412.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">Allen, G.R. 1997. Tropical Reef fishes of Thailand. Asia Books, Bangkok. p 4-5.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #000000; font-size: x-small;">Allen, G.R. 2000. Marine fishes of South-East Asia. Periplus Editions, Singapore. 292 pp.<br />
</span><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #000000; font-size: x-small;">Allen, G.R. 2000. Marine Life of Thailand and the Indo-Pacific. Asia Books, Bangkok. 96 pp.</span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #000000; font-size: x-small;">อ้างอิงที่มาของข้อมูล</span></span></strong></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #000000;">ไพบูลย์ บุญลิปตานนท์/อาคม สิงหบุญ/สามารถ เดชสถิตย์/พิกุล ไชยรัตน์<br />
สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่<br />
ใน </span></span>nicaonline</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/122/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับเด็ด การเลี้ยงปลานีออน Neon Tetra (เทคนิค)</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/118</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/118#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Sep 2009 13:29:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาสวยงาม]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[นีออน สีสันเตะตาดังหลอดไฟ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paracheirodon innesi ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู  บราซิล และโคลัมเบียครับ ซึ่งปลานีออนนี้เป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามมากชนิดหนึ่ง โดยเรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงอยู่ในบรรยากาศท่ามกลางต้นไม้น้ำอยู่บ่อยๆ เอาล่ะ อย่าพูดพร่ำทำเพลงให้มากมาย เรามาดูเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนกันดีกว่าครับ การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง 1. หากตู้ปลามีขนาดตั้งแต่ 14 นิ้วขึ้นไปก็จะดี  การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้น ควรเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำต่างๆ และมีซอกมีมุม หรือหินผาให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่ ถ้าตุ็เล็กเกินไป จะจัดอย่างไรกันล่ะครับ จัดไปก็ยิ่งแคบไป แล้วปลาจะร่างเริงว่ายไปว่ายมาให้เห็นได้ซักเท่าไรกัน 2. ความสว่างและแสงไฟ ซึ่งถ้าต้องการเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วนั้น เราจำเป็นที่จะต้องใช้แสง เพื่อให้แสงตัดสะท้อนกับสีที่ตัวปลา แต่ถ้าหากว่าต้องการเพาะพันธุ์ แสงไฟที่แนะนำควรจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก สัก 15 วัตต์ก็เพียงพอ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก ระวังจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อก่อนที่จะเป็นตัวก็แล้วกัน 3. ระบบกรองน้ำภายในตู้ปลา  ใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออน (และสัตว์น้ำทุกชนิด) ก็คือระบบน้ำที่เป็น สภาพแวดล้อม ซึ่งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH ประมาณ 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือประมาณ 26-30 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption alignleft" style="width: 262px"><img class="  " title="ปลานีออน" src="http://www.akwarium.info.pl/ryby/innes.jpg" alt="ปลาสวยงาม นามว่า นีออน" width="252" height="189" /><p class="wp-caption-text">ปลาสวยงาม นามว่า &quot;นีออน&quot;</p></div>
<p><strong>นีออน สีสันเตะตาดังหลอดไฟ </strong></p>
<p>มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า <em>Paracheirodon innesi </em> ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู  บราซิล และโคลัมเบียครับ ซึ่งปลานีออนนี้เป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามมากชนิดหนึ่ง โดยเรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงอยู่ในบรรยากาศท่ามกลางต้นไม้น้ำอยู่บ่อยๆ</p>
<p>เอาล่ะ อย่าพูดพร่ำทำเพลงให้มากมาย เรามาดูเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนกันดีกว่าครับ<span style="color: #008000;"><strong> </strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง</strong></span></p>
<p>1. หากตู้ปลามีขนาดตั้งแต่ 14 นิ้วขึ้นไปก็จะดี  การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้น ควรเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำต่างๆ และมีซอกมีมุม หรือหินผาให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่ ถ้าตุ็เล็กเกินไป จะจัดอย่างไรกันล่ะครับ จัดไปก็ยิ่งแคบไป แล้วปลาจะร่างเริงว่ายไปว่ายมาให้เห็นได้ซักเท่าไรกัน</p>
<p>2. ความสว่างและแสงไฟ ซึ่งถ้าต้องการเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วนั้น เราจำเป็นที่จะต้องใช้แสง เพื่อให้แสงตัดสะท้อนกับสีที่ตัวปลา แต่ถ้าหากว่าต้องการเพาะพันธุ์ แสงไฟที่แนะนำควรจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก สัก 15 วัตต์ก็เพียงพอ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก ระวังจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อก่อนที่จะเป็นตัวก็แล้วกัน</p>
<p>3. ระบบกรองน้ำภายในตู้ปลา  ใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออน (และสัตว์น้ำทุกชนิด) ก็คือระบบน้ำที่เป็น สภาพแวดล้อม ซึ่งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH ประมาณ 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือประมาณ 26-30 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ (บ่อยแค่ไหนก็บอกตายตัวไม่ได้นะครับ เพราะสภาพแวดล้อมของผู้เลี้ยงแต่ละท่านแตกต่างกัน แต่ถ้าให้บอกโดยประมาณ ก็อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็แล้วกัน)</p>
<p>4. ยาปรับสภาพน้ำ  หรือถ้จะให้ดี อาจใช้น้ำที่แช่ใบหูกวางก็ได้ครับ</p>
<p>5. อาหาร ควรให้อาหารสด เช่น ไรทะเล (อาร์ทีเมีย) ไรแดง หนอนแดง</p>
<p>ส่วนเทคนิคอื่นๆ ก็ตามแต่ใจผู้เลี้ยง ที่จะมอบความสุขให้แก่ปลาตัวน้อยแล้วล่ะครับ คิดถึงใจปลาใจเรา เท่านี้ปลาก็อยู่รอดปลอดภัยอย่างมีความสุขแล้วงานนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/118/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/93</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/93#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 06:15:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาหางนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[การผสมพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะพันธุ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata (Peters 1859) มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae    เป็นปลาอออกลูกเป็นตัว     และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า   หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำ ไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร    ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม(Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะเด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสายพันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง ลักษณะลำตัว           -&#62; มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ ลักษณะครีบ            -&#62; ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ สี และลวดลาย         -&#62; ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน ความสมบูรณ์ของลำตัว -&#62; ทรงตัวปกติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata (Peters 1859) มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae    เป็นปลาอออกลูกเป็นตัว     และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า   หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำ ไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร    ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม(Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะเด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสายพันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง</p>
<p>ลักษณะลำตัว           -&gt; มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ<br />
ลักษณะครีบ            -&gt; ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ<br />
สี  และลวดลาย         -&gt; ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน<br />
ความสมบูรณ์ของลำตัว -&gt; ทรงตัวปกติ</p>
<p><strong>การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง</strong></p>
<p>ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่า เป็นปัจจัย<br />
ที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึงวัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1  1/2 เดือน ) ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสมพันธุ์กันเอง</p>
<p>น้ำที่ใช้เลี้ยง   ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด – ด่าง (pH ) 6.5 – 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 – 200 มก.ต่อลิตร และอุณหภูมิน้ำ 25 –29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา</p>
<p>อาหารที่ใช้เลี้ยง    ปลาหางนกยูงสามารถกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์(Omnivorous) ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงสามารถให้อาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก<br />
เช่น ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรสีน้ำตาล (Artemaia) หรือหนอนแดง(Chironomus) หรืออาจจะเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณโปรตีนไม่ต่ำกว่า 40% อาหารสดก่อนให้ทุกครั้งควรฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร โดยควรแช่อาหารในด่างทับทิมเข้มข้น 500 &#8211; 1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5 &#8211; 1.0 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ) เป็นเวลาประมาณ 10 –20 วินาที ปริมาณอาหารสด ควรให้ 10% ของน้ำหนักตัวหรือให้กินแต่พออิ่ม ส่วนอาหารแห้ง ควรให้วันละ 2 &#8211; 4 % ของน้ำหนักตัวปลาโดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น ส่วนการถ่ายเทน้ำควรจะทำทุกวัน โดยดูดน้ำในตู้ออกวันละประมาณ ? ของปริมาณน้ำในตู้ แล้วเติมน้ำให้เท่าระดับเท่าเดิม</p>
<p>การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์<br />
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่ แข็งแรงครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม เพศผู้จะมีลักษณะต่างจากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือคล้ายกันมากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์ หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป ควรหาพ่อแม่ปลาจากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ</p>
<p><strong>การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง</strong><br />
ขั้นตอนที่ 1   เตรียมบ่อซีเมนต์ขนาด 1 &#8211; 4 ตรม. ระดับน้ำลึก 30 –50 ซม. ใส่พุ่มเชือกฟางตะกร้าหรือฝาชี เพื่อให้ลูกปลาใช้เป็นที่ปลาหลบซ่อน<br />
ขั้นตอนที่ 2    คัดพ่อแม่ปลาสายพันธุ์เดียวกันที่ลักษณะดีสีสวยอายุประมาณ 4 –6 เดือน โดยคัดปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ครีบหลัง ครีบหางใหญ่และแผ่กว้างสีเข้มสดใส สวยงาม ส่วนปลาเพศเมียคัดเลือกสายพันธุ์เดียวกันกับปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ปราดเปรียว ครีบหางเข้มสดใส ปล่อยรวมกันในอัตรา 120 -180 ตัว/ลบ.ม. ในสัดส่วนเพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 1:4 ระหว่างการเพาะพันธุ์ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้า และให้อาหารสำเร็จรูปในตอนเย็น ปลาเพศเมียที่ได้รับการผสมแล้ว จะเห็นเป็นจุดสีดำบริเวณท้อง<br />
ขั้นตอนที่ 3   หลังจากแม่ปลาได้รับการผสมพันธุ์ประมาณ 26 –28 วัน จะมีลูกปลาวัยอ่อนเกิดขึ้นและหลบซ่อนอยู่ตามวัสดุที่มาใส่ไว้ในบ่อให้รวบรวม ลูกปลาออกทุกวันสะสมไว้ในบ่ออนุบาล ประมาณ 4-5 วัน/ บ่อ เพื่อให้ลูกปลามีขนาดใกล้เคียงกัน โดยปล่อยลูกปลาในอัตราความหนาแน่น 140-300 ตัว/ลบ.ม. ในระยะแรกให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าและเย็นทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะที่เริ่มแยกเพศได้ โดยปลาเพศเมีย สังเกตจุดสีดำบริเวณรูเปิดช่องท้อง ส่วนปลาเพศผู้ เมื่อมองจากด้านบนมีรูปร่างเรียวยาวกว่าเพศเมีย<br />
ขั้นตอนที่ 4    คัดขนาดและแยกเพศปลา นำไปแยกเลี้ยงในบ่ออัตรา 200-300 ตัว/ลบ.ม.ให้กินไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าส่วนตอนกลางวันและตอนเย็นให้กิน<br />
อาหารสำเร็จรูป เลี้ยงเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ปลามีอายุประมาณ 4 เดือน)<br />
ขั้นตอนที่ 5    ปลาหางนกยูงอายุประมาณ 4 เดือน จะถูกคัดขนาดและคัดเลือกปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อนำไปเลี้ยงไว้ในบ่อพักปลาเพื่อเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป</p>
<p><strong><img src="../../imageshome/icon/47d0eb02f148a.gif" alt="บทความกุ้งเครฟิช" /> ข้อมูลน่ารู้ เกี่ยวกับปลาหางนกยูง</strong></p>
<p>โรคที่พบในปลาหางนกยูงและวิธีรักษา<br />
1. โรคจุดขาว (White spot disease)      เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว ชื่อ lchthyophthirus multifilis หรือชื่อย่อว่า lch (อิ๊ค)อิ๊คเข้าเกาะตัวปลาและฝังตัวที่ผนังชั้นนอกของปลา สร้างความระคายเคืองปลาจะสร้างเซลล์ผิวหนังหุ้มอิ๊ค ทำให้เห็นเป็นจุดสีขาว ยังไม่มีวิธีการกำจัดอิ๊คที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง แต่วิธีการที่ได้ผล คือ การทำลายตัวอ่อนในน้ำ สารเคมีที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟอร์มาลิน 25 &#8211; 30 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ผสมกับมาลาไค้ท์กรีน 0.1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอด และควรจะแช่น้ำซ้ำอีก 3 &#8211; 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 วัน จะให้ผลดีมาก โดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28- 30 องศาเซลเซียส<br />
2. โรคที่เกิดจากปลิงใส   เกิด จากปรสิตตัวแบน 2 ชนิด คือ Gyrodactylus และ Dactylogyrus มักพบตามบริเวณเหงือกและผิวหนัง การรักษาใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 40 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือดิพเทอร์เร็กซ์เข้มข้น 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอดไป<br />
3. โรคที่เกิดจากหนอนสมอ <em>(Lerneae sp.)</em>หนอน สมอมีลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนหัวคล้ายสมอทำหน้าที่ยึดเกาะกับตัวปลา การรักษาใช้ดิพเทอร์เรกซ์เข้มข้น 0.25-0.50 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้ตลอด แล้วแช่ซ้ำ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน<br />
4. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย    เกิดจากพวกแบคทีเรียสกุลAeromonas และ seudomonas อาการที่พบ คือ ครีบและหางกร่อน ท้องบวมน้ำ เกล็ดพอง รักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ไนโตรฟูราโซน 1 -2 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานาน 2 -3 วัน ออกซีเตตร้าไซคลินหรือเตตร้าซัยคลินผสมลงในน้ำในภาชนะที่เลี้ยงในอัตรา 10 &#8211; 20 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือจะใช้เกลือแกง 0.5-1% ก็ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/93/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โภชนาการอาหารปลาทอง</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/91</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/91#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 06:10:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารปลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโภชนาการอาหารปลาทอง อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทาง อาหาร ต่างกันไป การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง  แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้ ชนิดของอาหาร 1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำ ลูก น้ำ อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน รูปลูกน้ำ ไร แดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ  ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า รูปไรแดง ไรทะเล  เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม รูปไรทะเล หนอนแดง  เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="left"><strong>เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโภชนาการอาหารปลาทอง</strong></p>
<p>อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทาง<br />
อาหาร ต่างกันไป การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง  แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้<br />
ชนิดของอาหาร<br />
1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง<br />
หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำ<br />
ลูก น้ำ อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน</p>
<p align="center"><img src="http://www.nicaonline.com/articles/site/article_images/wan1.jpg" border="0" alt="" align="center" /></p>
<p align="left">
รูปลูกน้ำ</p>
<p>ไร แดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ  ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า</p>
<p align="center"><img src="http://www.nicaonline.com/articles/site/article_images/wan2.jpg" border="0" alt="" align="center" /></p>
<p align="left">
รูปไรแดง</p>
<p>ไรทะเล  เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม</p>
<p align="center"><img src="http://www.nicaonline.com/articles/site/article_images/wan3.jpg" border="0" alt="" align="center" /></p>
<p align="left">
รูปไรทะเล</p>
<p>หนอนแดง  เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและ แพ็คด้วยกระดาษฟอยด์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานด้วยการแช่แข็ง<br />
ไส้เดือนน้ำ  เป็นอาหารมีชีวิตที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีโปรตีนสูงพอสมควร แต่ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะไส้เดือนตายง่าย การเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใส่ในภาชนะที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรืออาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ บ่อยๆจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นาน</p>
<p align="center"><img src="http://www.nicaonline.com/articles/site/article_images/wan6.jpg" border="0" alt="" align="center" /></p>
<p align="left">
รูปไส้เดือนน้ำ</p>
<p>ข้อควรปฎิบัติในการนำอาหารมีชีวิตมาให้ปลากิน<br />
1. อาหารหลายชนิดมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น  100-150  ppm นาน  3-5  นาที<br />
2.หมั่นคัดตัวที่ตายออกจากภาชนะที่ใส่  เพราะตัวที่ตายจะหมักหมมจนก่อให้เกิดเชื้อโรคได้<br />
3.ไม่นำกระชอนหรือภาชนะที่ใส่อาหารมีชีวิตไปใช้ปะปนกัน ก่อนนำไปใช้ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน<br />
ข้อดีของอาหารมีชีวิต<br />
-   มีเส้นใยมาก ย่อยง่าย ทำให้ปลากินได้บ่อยครั้ง<br />
-   อาหารมีชีวิตมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนอิสระที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต<br />
-   มีสารสีธรรมชาติที่ปลาไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง<br />
-   ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้ปลา<br />
-   มีราคาต่ำ</p>
<p>องค์ประกอบทางเคมีของอาหารมีชีวิตแต่ละชนิด</p>
<p align="center"><img src="http://www.nicaonline.com/articles/site/article_images/wan5.jpg" border="0" alt="" align="center" /></p>
<p>2.อาหารสำเร็จรูป ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาทอง ได้แก่ อาหารเม็ด ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ปลาเจริญเติบโตดีและมีสีสันสวยงาม อาหารที่มีโปรตีนต่ำทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าและมีความสมบูรณ์ทางเพศน้อยหรือ ถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ปลาขับถ่ายของเสียออกมามาก ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมีสูง ทำให้เป็นพิษต่อปลา อาหารสำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเร่งสีที่ช่วยในการ เร่งสีปลา ก่อนซื้อมาใช้ก็ควรดูส่วนผสมที่ข้างซองก่อนว่ามีสารเหล่านี้ผสมอยู่มากน้อย เพียงใด<br />
ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบต้าแคโรทีน Beta-carotene อย่างสารลูทีน (Lutein)  ซีอาแซนทีน (Zeaxanthin) และแอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ส่วนสารสีในกลุ่มอื่น เช่น ไลโคพีน(Lycopene) พบมากในพืชจำพวกมะเขือเทศและแครอท แม้ว่าเป็นสารจำพวกเบต้าแคโรทีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเร่งสีแดงในปลาทองได้ เนื่องจากร่างกายของปลาทองไม่มีกลไกลในการเปลี่ยนสารไลโคพีนให้เป็นแอสตาแซ นทีน ตรงข้ามกับสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่สามารถเร่งสีแดงของปลาทองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสาหร่ายดังกล่าวมีสารสีประเภทลูทีนและซีอาแซนทีน ซึ่งร่างกายของปลาทองมีกลไกลบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนลูทีนและซีอาแซนทีนไป เป็นแอสตาแซนทีนและนำไปใช้ประโยชน์ได้<br />
คุณสมบัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า นอกเหนือจากเร่งสีแดงให้ปลาทองแล้ว มีปริมาณโปรตีนสูง 50-60% มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อปลา สารสีที่พบในสาหร่ายยังเป็นสารตั้งต้นของสารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต ของปลา เช่น สารตั้งต้นของวิตามินเอและฮอร์โมนบางชนิด<br />
การเก็บรักษาสาหร่ายสไปรูลิน่า<br />
ควร เก็บไว้ในตู้เย็นและมืด ภาชนะบรรจุควรอยู่ในถุงฟอยด์ที่ปิดมิดชิด อากาศเข้าไม่ได้ เนื่องจากสารสีเหล่านี้มีความไวต่อแสงสว่างและออกซิเจน หากสัมผัสอากาศนานๆจะเกิดการอ๊อกซิแดนท์ ในการผสมสาหร่ายในอาหารปลา ควรใช้ในปริมาณน้อยๆพอให้ปลากินหมดในแต่ละมื้อ ไม่ควรผสมคราวละมากๆแล้วทิ้งไว้ เพราะทำให้คุณสมบัติบางอย่างสูญเสียไป</p>
<p>ข้อดีของอาหารสำเร็จรูป<br />
-   มีสารอาหารครบถ้วน<br />
-   สะอาดปลอดภัย และเก็บไว้ได้นาน<br />
-   มีให้เลือกหลายชนิด และสะดวกต่อการใช้<br />
หลักในการให้อาหารปลาทอง<br />
1.ปลาในแต่ละช่วงอายุจะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน<br />
ลูกปลาเล็กขนาดไม่เกิน  2  นิ้ว อายุไม่เกิน  2  เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60%-80% เพื่อการเจริญเติบโต<br />
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน  3  นิ้ว อายุระหว่าง  2-4  เดือน มีความต้องการโปรตีน ประมาณ40%-60% เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางเพศ<br />
ปลาโตเต็มวัยขนาด  3  นิ้วขึ้นไป อายุ  4  เดือนขึ้นไป มีความต้องการโปรตีน ประมาณ 30%-40%<br />
2. การให้อาหารปลาทองควรให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักปลา เช่นปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด น้ำหนัก  500 กรัม ควรให้อาหารเม็ดวันละ  15-25  กรัม (ปลาทอง ขนาดความยาว  12.5 ซม. จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่  100  กรัม)<br />
3.แบ่งมื้ออาหารในการให้ออกเป็นหลายมื้อ ถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยๆก็ควรให้วันละ 2 มื้อ<br />
4.ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละมื้อไม่ควรให้มากเกินไป ปลาควรกินให้หมดภายใน  15  นาที<br />
5.ควรให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง<br />
6.ปลาไม่ยอมกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนจึง ต้องมีการฝึกให้กินอาหารนั้นก่อน<br />
7.การเลือกชนิดอาหารและปริมาณในการให้อาหาร ต้องคำนึงถึงระบบการจัดการน้ำในการเลี้ยง<br />
8.ก่อนนำอาหารที่มีชีวิตมาให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน</p>
<p><strong><img src="../../imageshome/icon/47d0eb02f148a.gif" alt="บทความกุ้งเครฟิช" /> ขอขอบคุณที่มาของบทความดีดี</strong></p>
<p>ย่อโดย: นางฉวีวรรณ  หนูนุ่น<br />
อ้างอิง: Fancy Fish Vol8/No.89 ประจำเดือนมีนาคม 2551 หน้า 97-100<br />
รูปภาพประกอบ: nicaonline</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/91/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเพาะพันธุ์ปลาทอง ปลาสวยงามยอดนิยม</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/89</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/89#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 06:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[การผสมพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะพันธุ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[ปลาทอง (Goldfish) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garassius auratus (Linn.) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และได้มีการนำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ในประเทศไทยจนได้รับความนิยมอย่างแพร่ หลาย มีการคัดพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีลักษณะและสีสันแปลกออกไป พันธุ์ปลาทองที่ได้รับความนิยมในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์หัวสิงห์ (Lion head) ออแรนดา (Oranda) เกล็ดแก้ว (Pearl scale) ตาโปน (Telescope eye) ริวกิ้น (Ryukin) ตาลูกโป่ง (Bubble eye) ชูบุงกิ้น (Shubunkin) เป็นต้น การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทองสามารถเลี้ยงได้ทั้งใน บ่อซีเมนต์ บ่อดิน ถังไฟเบอร์ ตู้กระจก ฯลฯ ทำเลที่เหมาะสมในการสร้างบ่อพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง คือ บริเวณที่แสงแดดส่องได้บ้างในเวลาเช้าหรือเย็น หากเป็นที่โล่งแจ้งต้องทำหลังคาหรือร่มเงาให้แสงส่องลงได้เพียง 25-40 % บ่อที่ได้รับแสงแดดที่พอเหมาะจะทำให้สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของตะไคร่ น้ำและแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ทำให้น้ำในบ่อใสสะอาดอยู่เสมอเหมาะกับความเป็นอยู่ของปลา พื้นที่บ่อไม่จำกัดใส่น้ำลึก 30-70 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปลาทอง (Goldfish) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garassius auratus (Linn.) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และได้มีการนำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ในประเทศไทยจนได้รับความนิยมอย่างแพร่ หลาย มีการคัดพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีลักษณะและสีสันแปลกออกไป พันธุ์ปลาทองที่ได้รับความนิยมในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์หัวสิงห์ (Lion head) ออแรนดา (Oranda) เกล็ดแก้ว (Pearl scale) ตาโปน (Telescope eye) ริวกิ้น (Ryukin) ตาลูกโป่ง (Bubble eye) ชูบุงกิ้น (Shubunkin) เป็นต้น<br />
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง</p>
<ul>
<li><strong>บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์</strong></li>
</ul>
<p>การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทองสามารถเลี้ยงได้ทั้งใน บ่อซีเมนต์ บ่อดิน ถังไฟเบอร์ ตู้กระจก ฯลฯ ทำเลที่เหมาะสมในการสร้างบ่อพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง คือ บริเวณที่แสงแดดส่องได้บ้างในเวลาเช้าหรือเย็น หากเป็นที่โล่งแจ้งต้องทำหลังคาหรือร่มเงาให้แสงส่องลงได้เพียง 25-40 % บ่อที่ได้รับแสงแดดที่พอเหมาะจะทำให้สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของตะไคร่ น้ำและแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ทำให้น้ำในบ่อใสสะอาดอยู่เสมอเหมาะกับความเป็นอยู่ของปลา พื้นที่บ่อไม่จำกัดใส่น้ำลึก 30-70 เซนติเมตร ขึ้นกับชนิดปลา ถ้าเป็นปลาทองสายพันธุ์หัวสิงห์ ก็จะใส่น้ำตื้น ส่วนพันธุ์ออรันดาสามารถใส่น้ำลึกได้ให้อากาศผ่านหัวทรายตลอดเวลา บ่อขนาด 4 ตารางเมตร น้ำลึก 70 เซนติเมตร ใส่หัวทรายให้อากาศแรง ๆ 2-3 หัว ปล่อยพ่อแม่ปลาในอัตราส่วน เพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ 2 : 3 ความหนาแน่น 6 ตัว/ตารางเมตร หรือปริมาตรน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยพ่อแม่พันธุ์น้ำหนักรวม 2-2.5 กิโลกรัม</p>
<ul>
<li><strong>อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์</strong></li>
</ul>
<p>อาหารธรรมชาติ ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง ไส้เดือนแดง หรืออาร์ทีเมีย อาหารมีชีวิตเหล่านี้จะทำให้ปลาโตเร็ว และปลากินได้ตลอดเวลา แต่การจัดเตรียมหรือจัดหาอาจมีความยุ่งยากในบางพื้นที่อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารเม็ดปลากินพืชหรืออาหารเม็ดปลาดุกเล็ก โดยอาหารเม็ดปลาดุกเล็กจะดีกว่า เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า สามารถเลี้ยงปลาได้เจริญเติบโตดี และมีสีสันสวยงาม การให้อาหารจะให้วันละ 2-3 % ของน้ำหนักปลา เช่น มีปลาทั้งหมดหนัก 500 กรัม จะให้อาหารเม็ดวันละ 10-15 กรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 มื้อ เช้า &#8211; เย็นคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์<br />
น้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ทอง ควรเป็นน้ำสะอาด ใช้น้ำบาดาลน้ำจากแม่น้ำ หรือน้ำประปาที่ใส่ถังเปิดฝาให้คลอรีนระเหยออกอย่างน้อย 3 วัน มีความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.5-7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ลิตร จึงจำเป็นต้องมีระบบเพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาตลอดเวลา ความกระด้าง (Hardness) 75-100 มิลลิกรัม/ลิตร และความเป็นด่าง (Alkalinty) 75-200 มิลลิกรัม/ลิตร ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม/ลิตร มีการดูดตะกอนก้นบ่อออกทุก ๆ 3 วัน แล้วเติมน้ำให้ได้ระดับเดิม การเลี้ยงปลาทองไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย เพราะจะทำให้ปลาช้ำและเกิดโรคง่าย จะเปลี่ยน 3 เดือนต่อครั้ง ในปริมาณ 25-50 % ของน้ำทั้งหมด และหากน้ำในบ่อมีคุณภาพไม่ดี ก็ให้ทำการล้างบ่อ นำน้ำเก่าจากบ่ออื่นมาเติมปริมาณ 30 % และใส่น้ำใหม่เพิ่มไปอีก 70 % การไม่เปลี่ยนน้ำนาน ๆ แล้วเปลี่ยนจะเป็นการกระตุ้นให้ปลาวางไข่เป็นอย่างดี</p>
<ul>
<li><strong>การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง</strong></li>
</ul>
<p>ปลาทองจะเจริญพัฒนาจนกระทั่งมีความสมบูรณ์เพศเมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือน น้ำหนัก 30 กรัม ก็สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้แล้ว แต่แม่ปลาขนาดเล็กจะให้ไข่น้อย และไข่มีขนาดเล็ก การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ควรตรวจสอบลักษณะรูปร่างให้มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ สมบูรณ์แข็งแรง มีครีบตั้งแข็งไม่ฉีกขาด มีเกล็ดเป็นเงางาม และตรวจสอบความสมบูรณ์เพศ ดังนี้<br />
ปลาเพศผู้ ในฤดูผสมพันธุ์ บริเวณแผ่นปิดเหงือก (operculum) และด้านหน้าของครีบหูจะมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสิวเรียกว่า pearl organ เกิดขึ้น เวลาสัมผัสจะรู้สึกสากมือ<br />
ปลาเพศเมีย มี รูปร่างกลมและป้อมกว่าเพศผู้ ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่เต็มที่พร้อมจะผสมพันธุ์นั้น ส่วนท้องจะอูมใหญ่ และอ่อนนิ่ม บริเวณก้นจะบวมและมีสีแดงเรื่อ ๆ แม่ปลาที่ใช้ไม่ควรมีอายุเกิน 1 ? ปี เนื่องจากแม่ปลาที่มีอายุมากเกินไปจะไม่วางไข่</p>
<ul>
<li><strong><em>การเพาะพันธุ์ปลาทอง</em></strong></li>
</ul>
<p>การ เพาะพันธุ์ปลาทองที่ง่ายและประหยัด คือ การใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยการปล่อยให้พ่อแม่ปลารัดกันเองในบ่อผสมพันธุ์ ซึ่งมีขั้นตอนการเพาะพันธุ์ ดังนี้<br />
การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์<br />
บ่อ เพาะพันธุ์ปลาทอง ได้แก่ บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์นั่นเอง ปลาทองเป็นปลาตระกูลเดียวกับปลาไน ลักษณะไข่จะเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นไข่ติด ไข่ปลาทองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร เนื่องจากเป็นไข่ติดจึงต้องเตรียมวัสดุยึดเกาะ วัสดุดังกล่าวเรียกว่า รังเทียม ได้แก่ การนำพันธุ์ไม้น้ำ เช่นสาหร่ายฉัตร สาหร่ายหางกระรอก มามัดรวมกันเป็นกำ กำละ 10-15 ต้น หรือผักตบชวาที่มีรากยาว นำไปใส่ไว้ในบ่อเพาะพันธุ์ให้กระจายทั่วผิวน้ำ นอกจากนี้อาจใช้เชือกฟางซึ่งตัดให้ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ฉีกให้เป็นฝอยมัดตรงกลางจะได้รังเทียม นำไปใส่ไว้ในบ่อเพาะพันธุ์ให้กระจายทั่วผิวน้ำ วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถนำรังเทียมที่ทำด้วยเชือกฟางกลับมาใช้ได้หลาย ๆ ครั้ง การใส่รังเทียมลงไปในบ่อเพาะจะเป็นการกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่ นอกจากนี้ในบ่อเพาะพันธุ์ต้องมีการเพิ่มออกซิเจนตลอดเวลา เมื่อใส่รังเทียมไปในตอนเย็นปลาจะวางไข่ในตอนเช้ามืดของอีกวัน โดยปลาตัวผู้จะเริ่มไล่ปลาตัวเมียและใช้หัวดุนที่ท้องปลาตัวเมียเพื่อ กระตุ้นให้วางไข่ ปลาตัวเมียจะปล่อยไข่เป็นระยะ ๆ ในเวลาเดียวกันนั้นปลาตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมแล้วไข่กระจายติดกับรัง เทียม แม่ปลาจะวางไข่ครั้งละประมาณ 500-1,000 ฟอง วิธีการตรวจสอบอย่างง่าย ๆ ก็คือ หลังจากใส่รังเทียมในตอนเย็น จะสามารถตรวจสอบการวางไข่ในตอนเช้า หากพบว่ามีการวางไข่จึงเก็บรังเทียมไปฟักในถังฟักไข่ ปลาทองสามารถวางไข่ได้ทั้งปี ดังนั้นจึงควรใส่รังเทียมลงไปทุกอาทิตย์ นอกจากนี้แม่ปลาทองจะวางไข่มากในช่วงฤดูหนาว ซึ่งปลามีการผสมพันธุ์วางไข่ได้ทั้งวันในช่วงนี้ จึงต้องนำรังเทียมไปเติมในบ่อและเก็บไข่ไปฟักเป็นระยะ</p>
<ul>
<li><strong>การฟักไข่</strong></li>
</ul>
<p>นำรังเทียมที่มีไข่เกาะติดไปฟักในถังฟักไข่ ซึ่งอาจใช้บ่อซีเมนต์ ถังไฟเบอร์ โอ่ง หรือกะละมังพลาสติกก็ได้ ถ้าใช้ถังไฟเบอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร ใส่น้ำลึก 50-60 เซนติเมตร จะใช้ฟักไข่ได้ประมาณ 100,000 ฟอง ให้อากาศตลอดเวลา ไข่ปลาทองจะฟักออกมาเป็นตัวภายใน 2-4 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ ลูกปลาแรกฟักมีขนาดเล็กมาก ตัวใส เกาะติดกับรังไข่หลังจากฟักเป็นตัวแล้วประมาณ 2-3 วัน ลูกปลาจึงจะว่ายออกจากรังไข่ และว่ายน้ำเป็นอิสระ ลักษณะตัวมีสีเข้มขึ้น จะนำรังเทียมออกจากบ่อในระยะนี้แล้วอนุบาลในบ่อเดิมต่อไป หรืออาจย้ายลูกปลาไปอนุบาลในบ่อใหม่ก็ได้</p>
<ul>
<li><strong>การอนุบาลลูกปลาทอง</strong></li>
</ul>
<p>ลูกปลาทองที่ฟักออกเป็นตัวระยะแรก จะยังไม่กินอาหาร เนื่องจากยังใช้อาหารจากถุงไข่แดงที่ติดอยู่กับหน้าท้องได้ เมื่อลูกปลาอายุ 3 วัน ถุงไข่แดงจะยุบ จึงเริ่มกินอาหาร อาหารในระยะแรกคือ ไข่แดงต้มสุกบดละเอียด ละลายน้ำสาดให้กินวันละ 3-4 ครั้ง ลูกปลา 100,000 ตัว ให้ไข่ประมาณวันละ 1 ฟอง เมื่อลูกปลาอายุ 1 สัปดาห์ ควรเสริมไรแดงให้ลูกปลากิน ลูกปลาจึงจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และแข็งแรงสมบูรณ์ หรือให้ไรแดงตั้งแต่วันที่ 3 เลยก็ได้ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จึงทำการคัดขนาดและย้ายบ่อ โดยคัดปลาที่มีขนาดใกล้เคียงกันไปอยู่ในบ่อใหม่และให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็ก หรืออาหารมีชีวิต ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง เป็นต้น เมื่อลูกปลาทองมีอายุประมาณ 1.5-2.5 เดือน จะเริ่มเปลี่ยนสี ช่วงนี้ทำให้การคัดปลาที่มีลักษณะสวยงามถูกต้องตามสายพันธุ์เพื่อเลี้ยงไว้ ต่อไป ส่วนปลาที่เหลือจะนำไปเลี้ยงรวมกันอีกบ่อ เป็นปลาทองที่จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่า สำหรับปลาที่พิการและถูกคัดทิ้งจะนำไปจำหน่ายเป็นปลาเหยื่อ</p>
<p><strong><img src="../../imageshome/icon/47d0eb02f148a.gif" alt="บทความกุ้งเครฟิช" /> ขอขอบคุณที่มาของบทความดีดี โดย</strong></p>
<p>กาญจนรี พงษ์ฉวี 30 กรกฎาคม 2545 และ nicaonline</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/89/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารสำหรับปลาทะเลสวยงาม</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/60</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/60#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 05:12:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารปลาทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารช่วยทำให้ปลาทะเลเจริญเติบโต คนที่เป็นนักเลี้ยงคงอยากจะ ให้ปลาทะเลมีขนาดใหญ่โตขึ้น และมีสีสันสดใสอยู่ตลอดเวลา การหาอาหารมาให้ปลาทะเล กินไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ต้องรู้แหล่งของมัน ถ้าเราให้ปลาทะเลกินอาหารอยู่เพียงชนิดเดียวทุกวัน จะทำให้ปลาเบื่อและกินได้น้อยลง ควรจะมีการเปลี่ยนชนิดของอาหารไปเรื่อยๆ แต่ไม่ควร จะบ่อยนัก เพราะจะทำให้เราลำบากเองในการหาอาหารมาให้ปลาทะเลกิน ต่อไปนี้เป็น ตัวอย่างของอาหารปลาทะเล -ไรทะเล นักเลี้ยงปลาทะเลคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะคงให้ปลาทะเลกินกันเป็นประจำ แต่ถ้าใคร ยังไม้รู้จักก็ขอให้ไปเดินแถวร้านขายสัตว์น้ำหรือตลาดจตุจักรแล้วบอกคนขายว่ามาซื้อไรทะเล ไรทะเลนั้นมีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลแดง หรือสีแดง ไรทะเลมีคุณค่าทางสารอาหารมาก จำเป็นต่อปลาทะเลทุกชนิด -ลูกกุ้ง เป็นลูกกุ้งตัวเล็กๆ สีขาว หาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์น้ำทะเลทั่วไป โดยลูกกุ้งตัวเล็กๆ นี้ จะให้สารอาหารแก่ปลาทะเลอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้ปลาหาเหยื่อและได้ออกกำลังไป ในตัวด้วย -ไข่กุ้งสด มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ปลาทะเลบางชนิดจะชอบ ทั้งยังทำให้ปลาทะเลมีสีสันสดใสด้วย แต่ควรระวังไว้อย่าให้ปลาทะเลกินมากนัก ให้นิดเดียวก็พอ เพราะไข่กุ้งสดจะย่อยยากมาก อาจทำให้ปลาทะเลท้องอืดได้ -ไข่มดแดง เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ปลาทะเลชอบมาก และยังเป็นแหล่งโปรตีนที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย แต่ก็ไม่ควรจะให้มากนัก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารช่วยทำให้ปลาทะเลเจริญเติบโต คนที่เป็นนักเลี้ยงคงอยากจะ<br />
ให้ปลาทะเลมีขนาดใหญ่โตขึ้น และมีสีสันสดใสอยู่ตลอดเวลา การหาอาหารมาให้ปลาทะเล<br />
กินไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ต้องรู้แหล่งของมัน ถ้าเราให้ปลาทะเลกินอาหารอยู่เพียงชนิดเดียวทุกวัน จะทำให้ปลาเบื่อและกินได้น้อยลง ควรจะมีการเปลี่ยนชนิดของอาหารไปเรื่อยๆ แต่ไม่ควร<br />
จะบ่อยนัก เพราะจะทำให้เราลำบากเองในการหาอาหารมาให้ปลาทะเลกิน ต่อไปนี้เป็น<br />
ตัวอย่างของอาหารปลาทะเล</p>
<p>-ไรทะเล<br />
นักเลี้ยงปลาทะเลคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะคงให้ปลาทะเลกินกันเป็นประจำ แต่ถ้าใคร<br />
ยังไม้รู้จักก็ขอให้ไปเดินแถวร้านขายสัตว์น้ำหรือตลาดจตุจักรแล้วบอกคนขายว่ามาซื้อไรทะเล<br />
ไรทะเลนั้นมีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลแดง หรือสีแดง ไรทะเลมีคุณค่าทางสารอาหารมาก<br />
จำเป็นต่อปลาทะเลทุกชนิด</p>
<p>-ลูกกุ้ง<br />
เป็นลูกกุ้งตัวเล็กๆ สีขาว หาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์น้ำทะเลทั่วไป โดยลูกกุ้งตัวเล็กๆ นี้<br />
จะให้สารอาหารแก่ปลาทะเลอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้ปลาหาเหยื่อและได้ออกกำลังไป<br />
ในตัวด้วย</p>
<p>-ไข่กุ้งสด<br />
มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ปลาทะเลบางชนิดจะชอบ ทั้งยังทำให้ปลาทะเลมีสีสันสดใสด้วย<br />
แต่ควรระวังไว้อย่าให้ปลาทะเลกินมากนัก ให้นิดเดียวก็พอ เพราะไข่กุ้งสดจะย่อยยากมาก<br />
อาจทำให้ปลาทะเลท้องอืดได้</p>
<p>-ไข่มดแดง<br />
เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ปลาทะเลชอบมาก และยังเป็นแหล่งโปรตีนที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย<br />
แต่ก็ไม่ควรจะให้มากนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/60/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ไม่ควรนำมาเลี้ยงในตู้ทะเล</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/58</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/58#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 05:11:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ตู้ปลาทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[ร้านขายปลาทะเลโดยทั่วไปแล้ว มักจะขายสัตว์ทะเลที่มีสีสันสวยงามหลากหลายชนิด โดยที่อาจจะไม่มีความรู้ หรือไม่คำนึงเลยว่า สัตว์เหล่านั้นเลี้ยงยากแค่ไหนในระบบปิด หรือบางชนิดนั้นอาจจะไม่สามารถเลี้ยงได้เลย หรืออาจใกล้สูญพันธุ์ุ๋แล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการ ป้องกันและร่วมอนุรักษ์ เราจึงควรพิจารณา ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่เราควรนำมาเลี้ยงและไม่ควร นำมาเลี้ยง เนื่องด้วยหลายๆปัจจัย เพื่อที่เราจะได้ไม่สนับสนุนการค้าขายสัตว์เหล่านั้น ในท้องตลาด สิ่งที่ไม่ควรนำมาเลี้ยงในตู้ทะเล ทากทะเล : ทากทะเลเป็นสัตว์ที่มีสีสันสวยงามสะดุดตามาก อีกทั้งยังมีรูปร่างแปลกจนเป็นที่ สะดุดตาสำหรับนักเลี้ยงมือใหม่ ถ้าเราไปตามร้านขายปลาทะเล คนขายมักบอกเราว่า ทากทะเลเลี้ยงง่าย กินตะไคร่ และัราคาก็ไม่แพงจนเกินไปนัก ทำให้เราหลงกลเอาง่ายๆ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทากทะเลเป็นสัตว์ที่กินอาหารจำเพาะ เช่นฟองน้ำทะเล ซึ่งหายากและ อาจมีราคาแพง อีกทั้งยังมีวงจรชีวิตที่สั้น และตายได้ในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นเราจึงไม่ควร สนับสนุนการเลี้ยงทากทะเล ปลาจิ้มฟันจระเข้ : หรือ Pipe fish เป็นปลาตระกูลเดียวกับม้าน้ำ มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ปากแหลมยาวคล้ายจระเข้ เคลื่อนไหวช้า สีสวยงามและรูปร่างแปลก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ปลา ชนิดนี้กินอาหารยากมาก เพราะมีลักษณะปากที่เล็กจึงกินได้เฉพาะอาหารที่มีขนาดเล็กๆ เท่านั้น และการเคลื่อนไหวที่้ช้าของมัน ทำให้กิน อาหารได้ไม่ทันปลาตัวอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ ปลาชนิดนี้มักจะเลี้ยงได้ไม่นานและตายในที่สุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ร้านขายปลาทะเลโดยทั่วไปแล้ว   มักจะขายสัตว์ทะเลที่มีสีสันสวยงามหลากหลายชนิด<br />
โดยที่อาจจะไม่มีความรู้   หรือไม่คำนึงเลยว่า สัตว์เหล่านั้นเลี้ยงยากแค่ไหนในระบบปิด<br />
หรือบางชนิดนั้นอาจจะไม่สามารถเลี้ยงได้เลย หรืออาจใกล้สูญพันธุ์ุ๋แล้ว   ดังนั้นเพื่อเป็นการ<br />
ป้องกันและร่วมอนุรักษ์ เราจึงควรพิจารณา   ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่เราควรนำมาเลี้ยงและไม่ควร<br />
นำมาเลี้ยง   เนื่องด้วยหลายๆปัจจัย   เพื่อที่เราจะได้ไม่สนับสนุนการค้าขายสัตว์เหล่านั้น<br />
ในท้องตลาด   สิ่งที่ไม่ควรนำมาเลี้ยงในตู้ทะเล</p>
<p><strong>ทากทะเล</strong> :   ทากทะเลเป็นสัตว์ที่มีสีสันสวยงามสะดุดตามาก   อีกทั้งยังมีรูปร่างแปลกจนเป็นที่<br />
สะดุดตาสำหรับนักเลี้ยงมือใหม่   ถ้าเราไปตามร้านขายปลาทะเล คนขายมักบอกเราว่า<br />
ทากทะเลเลี้ยงง่าย กินตะไคร่   และัราคาก็ไม่แพงจนเกินไปนัก ทำให้เราหลงกลเอาง่ายๆ<br />
ซึ่งอันที่จริงแล้ว   ทากทะเลเป็นสัตว์ที่กินอาหารจำเพาะ เช่นฟองน้ำทะเล ซึ่งหายากและ<br />
อาจมีราคาแพง   อีกทั้งยังมีวงจรชีวิตที่สั้น และตายได้ในเวลาไม่นานนัก   ดังนั้นเราจึงไม่ควร<br />
สนับสนุนการเลี้ยงทากทะเล</p>
<p><strong>ปลาจิ้มฟันจระเข้</strong> : หรือ   Pipe fish เป็นปลาตระกูลเดียวกับม้าน้ำ มีลักษณะลำตัวเรียวยาว<br />
ปากแหลมยาวคล้ายจระเข้ เคลื่อนไหวช้า สีสวยงามและรูปร่างแปลก   ซึ่งเป็นสาเหตุให้ปลา<br />
ชนิดนี้กินอาหารยากมาก   เพราะมีลักษณะปากที่เล็กจึงกินได้เฉพาะอาหารที่มีขนาดเล็กๆ<br />
เท่านั้น   และการเคลื่อนไหวที่้ช้าของมัน ทำให้กิน อาหารได้ไม่ทันปลาตัวอื่น   ซึ่งส่วนใหญ่<br />
ปลาชนิดนี้มักจะเลี้ยงได้ไม่นานและตายในที่สุด</p>
<p><strong>ปลาผีเสื้อ</strong> :   ปลาผีเสื้อเป็นปลาที่พบบ่อยมากตามท้องตลาด เป็นปลาที่มีความสวยงาม   น่าสนใจ<br />
และดูเหมือนจะเลี้ยงง่าย   แต่ที่จริงแล้วเป็นปลาที่เลี้ยงยากและมักจะตายโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ<br />
( เปื่อยตาย   ) หรืออยู่ๆก็ตาย ซึ่งอาจจะทำให้ติดเชื้อไปกับปลาในตู้อีกหลายๆตัวก็ได้   สาเหตุ<br />
อาจเนื่องจากปลาผีเสื้อมีปากขนาดเล็ก จึงต้องกินอาหารที่จำเพาะ   และอาหารหลักของมัน<br />
คือพวกโพลิปของปะการัง   ซึ่งอาจทำให้มันขาดสารอาหารที่จำเป็นและตายได้ในตู้ทะเลได้<br />
แต่ก็มีปลาผีเสื้อบางชนิดเท่านั้นที่สามารถเลี้ยงได้   เช่น ผีเสื้อนกกระจิบ เป็นต้น ที่สามารถ<br />
เลี้ยงได้   ซึ่งปลาผีเสื้อชนิดนี้อาจช่วยกิน Aiptesia   ซึ่งเป็นอันตรายต่อปะการังในตู้ของเราได้</p>
<p><strong>Aiptesia</strong> : เป็น Anemone ชนิดหนึ่ง   มีขนาดเล็ก สีน้ำตาล ใสๆ มักติดมากับก้อนหินและ<br />
สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว   แทบทุกสภาวะ ทำให้ขยายพันธุ์ในตู้อย่างรวดเร็ว   และเนื่องจาก<br />
มันมีพิษต่อปะการังชนิดอื่น   จึงทำให้ปะการังชนิดอื่นเหี่ยวและตายได้ ซึ่งส่วนมาก   คนเลี้ยง<br />
มือใหม่มักจะไม่รู้ นึกว่าเป็นปะการังธรรมดาและอาจถูกร้านค้าหลอกได้   ซึ่งเราสามารถ<br />
กำจัดได้โดย ปลาผีเสื้อนกกระจิบ และ กุ้งเปปเปอร์มินต์   หรือใช้น้ำร้อนฉีดที่ตัวมัน แต่ไม่ควร<br />
ใช้วิธีทำให้มันขาด   เพราะจะทำให้มันยิ่งขยายพันธุ์</p>
<p><strong>กั้ง</strong> : จริงๆแล้วกั้งเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย   แต่เนื่องจากกั้งกินปลา   และสามารถโตได้จนมีขนาดใหญ่<br />
จึงไม่แนะนำให้เลี้ยงรวมกับปลา   ซึ่งบางทีเราอาจจะเห็น กั้งตั๊กแตน ที่มีสีสันสวยงามในร้าน<br />
ขายปลาทะเล   แล้วอาจจะซื้อมาโดยที่ไม่รู้ก็ได้   ซึ่งสัตว์ที่เลี้ยงง่ายแต่เป็นอันตรายต่อปลา<br />
ก็มีอีก เช่น ปู ปลาหมึก หรือ   กุ้งมังกร เป็นต้น   ซึ่งเหล่านี้ควรเลี้ยงแยกตู้หรือเลี้ยงใน<br />
ตู้เฉพาะเท่านั้น</p>
<p><strong>ม้าน้ำ</strong> :   พบเห็นได้บ่อยๆ ในร้านขายปลาทะเล ซึ่งจริงๆแล้วม้าน้ำไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงไม่ได้ แต่<br />
อาจจะเลี้ยงยากสักหน่อย เพราะม้าน้ำนั้นเชื่องช้า   โดนปลาอื่นแย่งกินอาหารได้ง่าย จึงไม่ควร<br />
เลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น   ควรจะเลี้ยงในตู้เฉพาะที่มีลักษณะทรงสูง และเนื่องจากม้าน้ำ<br />
มีปากที่เล็ก   จึงกินอาหารได้จำกัด ( กินแต่ไรทะเลอาจ ได้สารอาหารไม่เพียงพอ )<br />
เช่น   อาร์ทีเมีย เป็นต้น และมักจะพบปัญหาไม่ยอมกินอาหาร ซึ่งส่วนมากม้าน้ำมักจะตาย<br />
เนื่องจากขาดอาหารนั่นเอง แต่โดยรวมแล้วสามารถเลี้ยงได้ง่ายกว่าปลาตระกูล Pipe   fish</p>
<p><strong>sea apple</strong> : เป็นสัตว์ทะเลที่มีสีสันสวยงามและมีรูปร่างประหลาด   ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เลี้ยง<br />
สัตว์ชนิดนี้ไม่รอดเนื่องจาก มันกินแพลงตอนจำนวนมาก   ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะให้ได้ในตู้ทะเล<br />
เนื่องจากอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้   จึงมักจะตายเพราะขาดอาหาร   และเมื่อมันตายอาจจะทำ<br />
ให้น้ำในตู้เน่าเสียได้จากพิษที่มันปล่อยออกมา้ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆในตู้ทะเลอีกด้วย</p>
<p><strong>หินเขียว</strong> : เป็นปะการังที่มีราคาไม่แพงนัก มีลักษณะเป็นโพลิป   มีสีสะท้อนแสงไฟที่สวยงามมาก<br />
แต่เนื่องจากยังไม่มีใครที่เข้าใจถึงสภาวะความต้องการที่แท้จริงของมันได้   จึงเป็นอีกหนึ่ง<br />
สิ่งที่เลี้ยงไม่รอดในระบบปิด   เนื่องจากจะค่อยๆตายลงจนหมดก้อนในที่สุด   จึงไม่แนะนำให้เลี้ยง</p>
<p><strong>สาหร่ายถั่วงอก</strong> : เป็นสาหร่ายสีขาว ปลายเขียว   ลักษณะเป็นเส้นหนารวมกันเยอะๆ   ราคาไม่แพง<br />
ซึ่งยังไม่ทราบถึงสภาวะที่เหมาะสมกับมัน   เพราะเมื่อเลี้ยงไปซักพักจะค่อยๆ ละลายหายไป<br />
จนหมดก้อนและัตายในที่สุด   จึงไม่แนะนำให้เลี้ยง</p>
<p><strong>สาหร่ายมู่ลู่</strong> :   เป็นสาหร่ายสีเขียวสดสวยงามและเป็นอีกหนึ่งชนิดที่เลี้ยงยากมาก   แต่อาจเลี้ยงได้<br />
ในสภาวะที่แสงจัดมากๆ และมีกระแสน้ำพัดที่แรงๆ   ซึ่งเมื่อเลี้ยงไปมักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล<br />
และค่อยๆเหี่ยวตายไปในที่สุด</p>
<p><strong>ปลาทองทะเล</strong> : หรือปลาในตระกูลแอนเทียส เป็นปลาเล็กที่มีสีสันสวยงามมาก   มักจะอยู่รวมกัน<br />
เป็นฝูงในธรรมชาติและยังเป็นปลาที่มี metabolism สูงมาก   คือจะกินและขับถ่ายทั้งวัน<br />
นอกจากนี้ปลาชนิดนี้ยังชอบอยู่ในน้ำเย็นๆอีกด้วย   ซึ่งเนื่องจากสภาวะหลายๆอย่าง ทำให้ปลา<br />
ชนิดนี้มักตายในตู้โดยไม่ทราบสาเหตุ   คาดว่าอาจมาจากการขาดอาหารที่ไม่สามารถรองรับ<br />
การเผาผลาญของร่างกายได้และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหลายๆอย่าง</p>
<p><strong>ปลาเซอร์เจี้ยนลาย</strong> : เป็นปลาตระกูลแทงค์ชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างถูก และสีสันสวยงาม   แต่<br />
น่าเสียดายที่มักมีปัญหาไม่กินอาหาร ขี้ตกใจ และมักจะเปื่อยตายไปในที่สุด   ดังนั้นจึงไม่แนะนำ<br />
ให้เลี้ยงปลาชนิดนี้เนื่องจากเลี้ยงให้รอดได้ยากภายในระบบปิด</p>
<p><strong>ปลาพยาบาล</strong> : รวมถึงปลาตระกูล Wrass อีกหลายๆชนิดที่เลี้ยงยาก   และมักจะตายไปโดย<br />
ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากเป็นปลาที่อ่อนแอ   และเป็นโรคง่ายดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เลี้่ยง<br />
แม้ว่ามันจะมีราคาถูกก็ตาม</p>
<p><strong>ปลาแมนดาริน</strong> : เป็นปลาที่มีหน้าตาแปลก เคลื่อนไหวช้า และปากเล็ก   จึงกินอาหารได้จำกัด<br />
โดยปลาชนิดนี้มักกินเฉพาะอาหารสดที่มีขนาดเล็ก   ซึ่งเพียงแค่ไรทะเลอาจไม่เพียงพอ<br />
ซี่งตู้ที่สามารถเลี้ยงแมนดารินได้ควรจะเป็นตู้ปลาที่มีขนาดใหญ่และมีหินเป็น   เป็นจำนวนมาก<br />
เนื่องจากจะได้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์เล็กๆ เช่น Pod   ไว้เป็นอาหารภายในตู้อย่างเพียงพอ<br />
สำหรับตู้เล็กนั้นไม่แนะนำเพราะอาจเกิดปัญหาการขาดอาหารได้เพราะปลาชนิดนี้จะกิน<br />
อาหารตลอดเวลา   แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้   และปัจจุบันสามารถเพาะ<br />
พันธุ์ได้แล้วในระบบปิด</p>
<p><strong>แมงกระพรุน</strong> :   เป็นสัตว์มีพิษที่เลี้ยงได้ยาก และมีวงจรชีวิตสั้น   อาจมีปัญหาเรื่องอาหารและ<br />
ปล่อยพิษเมื่อตาย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เลี้ยง   เนื่องจากเลี้ยงให้รอดได้ยากในระบบปิด</p>
<p><strong>ปะการังเขากวาง</strong> :   เป็นปะการังโครงแข็งที่สวยงามและบ่งบอกถึงความเป็นทะเลได้มากๆ<br />
แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงได้ยากมาก   ต้องละเอียดอ่อนและมีปัจจัยหลายอย่างที่จะเลี้ยง<br />
เนื่องจากอ่อนไหวกับสภาวะภายในตู้   ต้องการแสงจัดมาก และอุณภูมิที่เย็นมาก ( 24 &#8211; 25<br />
องศาเซลเซียส )   ต้องการกระแสน้ำแรง ไม่สามารถเลี้ยงรวมกับปะการังอ่อนได้   ต้องใช้<br />
แคลเซียมในการเลี้ยงสูง   ซึ่งจากปัจจัยและความยากในการเลี้ยงหลายๆอย่างนี้   จึงไม่แนะนำ<br />
ให้เลี้ยงปะการังชนิดนี้สำหรับมือใหม่</p>
<p><strong>ช่อส</strong>ี :   เป็นปะการังอ่อนชนิดหนึ่งที่มีสีสันสวยงามมาก ไม่สังเคราะห์แสง   จึงจำเป็นที่ต้อง<br />
หาอาหารโดยการจับกินแพลงตอนจำนวนมหาศาลโดยโพลิปเล็กๆที่ยื่นออกมา   ชอบน้ำเย็น<br />
กระแสน้ำแรงๆ ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับการเลี้ยงในระบบปิดที่จำกัด   เพราะอาจก่อให้<br />
เกิดปัญหาน้ำเสียได้จากปริมาณอาหารที่มาก   ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการคุณภาพน้ำ<br />
ที่สูงด้วย   ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เลี้ยงในตู้ของเรา</p>
<p><strong>ฟองน้ำ</strong> : มีหลายสีสันสวยงาม   ซึ่งฟองน้ำพวกนี้จะดูดซับเอาสารต่างๆในตู้ของเราทั้งที่ดีและ<br />
ไม่ดีเข้าไปในตัวมัน   ซึ่งฟองน้ำพวกนี้ถือว่าเลี้ยงยากมากๆ เพราะต้องห้ามโดนอากาศ   และ<br />
ต้องไม่มีการรบกวนโดยตะไคร่ และเมื่ออยู่ๆไปก็จะค่อยๆซีดและตายลง   แล้วจะปล่อยเอา<br />
สิ่งที่มันดูดซับไว้ออกมา ทำให้น้ำเสียได้   ซึ่งบางครั้งก็สามารถเลี้ยงฟองน้ำได้ ไม่แน่นอน<br />
แต่ค่อนข้างยาก   จึงไม่แนะนำให้เลี้ยง   นอกจากฟองน้ำที่เกิดขึ้นเองภายในตู้จะเลี้ยงได้<br />
เพราะเหมือนกับว่ามันปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้แล้ว</p>
<p><strong>ปลาไหลริบบิ้น</strong> : เป็นปลาไหลตัวแบนๆที่มีพู่ที่ปลายหัว   สีสันสวยงามมีสีเหลือง,สีฟ้า,สีดำ<br />
แตกต่างกันไปตามเพศและวัย   เป็นสัตว์ที่หายากและักินอาหารได้ยาก มักจะตายในระบบ<br />
ปิด   ดังนั้นเราจึงควรสนับสนุนไม่เลี้ยงและปล่อยให้มันอยู่ในทะเลดีกว่า</p>
<p><strong>ดาวขนนก</strong> :   เป็นดาวชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายขนนกกระจาย ออกเป็นพู่   หากินด้วยการดัก<br />
จับแพลงตอนจำนวนมากกินเป็นอาหาร   รูปร่างคล้ายกับปะการังที่เคลื่อนที่ได้   แต่เมื่อเลี้ยงไป<br />
เนื่องจากอาหารและสภาวะที่ไม่เหมาะสม   ก็จะเริ่มขนร่วงๆไปจนตายไปในที่สุด<br />
ถือว่าเลี้ยงไม่รอดในระบบปิด   ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาเลี้ยงในตู้ทะเลเรา</p>
<p><strong>ปลาปักเป้า</strong> : เป็นปลาที่มีพิษในตัว   เคลื่อนไหวช้า และบางพันธุ์มีปากที่เล็กมาก   จึงอาจมี<br />
ปัญหาในการกินอาหารไม่ทันเืพื่อน   แต่ปักเป้าบางชนิดก็สามารถเลี้ยงได้ไม่ยากนัก เช่น<br />
ปักเป้าหน้าหมา   ปักเป้าหนามทุเรียน ซึ่งเมื่อปลาชนิดนี้ตายในตู้แล้วอาจปล่อยพิษ   ทำให้<br />
ปลาตัวอื่นๆตายไปด้วย   ถือว่าเลี้ยงค่อนข้างยากจึงไม่แนะนำให้เลี้ยง</p>
<p><strong>ถ้วยส้ม</strong> :   รวมถึงปะการังตระกูลนี้ด้วย เป็นปะการังที่มีสีสันสวยงามมาก   ไม่สังเคราะห์แสง<br />
จึงต้องกินอาหารจากโพลิปของมัน   ซึ่งจริงๆแล้วถ้วยส้มนั้นเลี้ยงไม่ยากถ้าเรามีความพยายาม<br />
และเอาใจใส่เพราะเราจำเป็นต้องป้อนอาหารสดเช่น   กุ้งสับ ให้มันกินที่หนวดของมัน<br />
และให้มันจับเข้าปาก สัปดาห์ละอย่างน้อย 1-2   ครั้ง มิฉะนั้นมันอาจขาดอาหารและ<br />
ค่อยๆตายไปได้   ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้ความขยันพอสมควรในการเลี้ยง</p>
<p><strong>กัลปังหา</strong> :   เป็นปะการังลักษณะที่แตกกิ่งก้าน สวยงาม ไม่สังเคราะห์แสง   และมีโพลิปเล็กๆ<br />
สำหรับจับแพลงตอนจำนวนมากเป็นอาหาร   จึงมีปัญหาในการให้อาหารปริมาณที่จำกัด<br />
เนื่องจากต้องรักษาคุณภาพน้ำด้วยคล้ายกับช่อสี   ซึ่งเมื่อเลี้ยงไปก็จะค่อยๆตาย จึงไม่แนะนำ<br />
ให้เลี้ยงในระบบปิด</p>
<p><strong>หอย flame   scallop</strong> : เป็นหอยสีแดงที่มี กระแสไฟฟ้าอยู่ที่ปาก   สำหรับใช้จับแพลงตอนหรือ<br />
สิ่งมีชีวิตเล็กๆในทะเลเป็นอาหาร รวมทั้งอาหารเหลว   ซึ่งเลี้ยงได้ยากในระบบปิดเนื่องจาก<br />
ความไม่เพียงพอของอาหาร   เมื่อเลี้ยงไปกระแสไฟฟ้าจะค่อยๆหายไปและอาจทำให้น้ำ<br />
เน่าเสียได้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/58/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วงจรไนโตรเจนในตู้ทะเล</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/55</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/55#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 05:09:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ตู้ปลาทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[วงจรไนโตรเจนนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเลี้ยงปลาทะเล เนื่องจากไนโตรเจนเป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของ Protein ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ในขณะเดียวกันของเสียที่ขับถ่ายออกมาหรือเกิดจากการย่อย สลายซากสิ่งมีชีวิตส่วนมากก็จะอยู่ในรูปของสารประกอบไนโตรเจน เช่นกัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ ขับถ่ายออกมาในรูป Urea , สัตว์ปีกขับถ่ายในรูป Uric acid เป็นต้น เนื่องจากไนโตรเจนนั้นสัมพันธ์กับระบบการกำจัดของเสีย ภายในตู้ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้เพื่อ เราจะได้จัดการตู้ของเรา ให้เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อระบบวงจรดังกล่าว สำหรับสิ่งมีชีวิตในน้ำส่วนมากจะขับถ่ายของเสียที่มีไนโตรเจนเป็น องค์ประกอบหลัก ออกมาในรูปของ Ammonia (แอมโมเนีย) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ละลายในน้ำและสามารถ แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วต่างกับสัตว์บกที่จะขับถ่ายออกมาในรูปอื่นที่มีความ สามารถในการแพร่กระจายได้ต่ำกว่า ประกอบกับ Ammonia เป็นสารประกอบที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ถ้ามีปริมาณที่มากเกินไป (เกินกว่า 0.02 mg / ลิตร) จึงทำให้ Ammonia เป็นสารประกอบที่ค่อนข้างเป็น อันตรายเลยทีเดียว แต่เนื่องจากในตู้เรามีการเซตน้ำและมีแบคทีเรียสำหรับกำจัดของเสียเหล่านี้แล้ว ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง Ammonia ( NH3 ) ไปเป็น Nitrite ( NO2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วงจรไนโตรเจนนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเลี้ยงปลาทะเล<br />
เนื่องจากไนโตรเจนเป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของ Protein ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ในขณะเดียวกันของเสียที่ขับถ่ายออกมาหรือเกิดจากการย่อย<br />
สลายซากสิ่งมีชีวิตส่วนมากก็จะอยู่ในรูปของสารประกอบไนโตรเจน<br />
เช่นกัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์<br />
ขับถ่ายออกมาในรูป Urea , สัตว์ปีกขับถ่ายในรูป Uric acid<br />
เป็นต้น เนื่องจากไนโตรเจนนั้นสัมพันธ์กับระบบการกำจัดของเสีย<br />
ภายในตู้ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้เพื่อ เราจะได้จัดการตู้ของเรา<br />
ให้เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อระบบวงจรดังกล่าว</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-560" title="nitrogencycle" src="http://www.tomyfarm.com/library/wp-content/uploads/2009/09/nitrogencycle.gif" alt="nitrogencycle" width="227" height="227" /></p>
<p>สำหรับสิ่งมีชีวิตในน้ำส่วนมากจะขับถ่ายของเสียที่มีไนโตรเจนเป็น องค์ประกอบหลัก<br />
ออกมาในรูปของ Ammonia (แอมโมเนีย) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ละลายในน้ำและสามารถ<br />
แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วต่างกับสัตว์บกที่จะขับถ่ายออกมาในรูปอื่นที่มีความ<br />
สามารถในการแพร่กระจายได้ต่ำกว่า ประกอบกับ Ammonia เป็นสารประกอบที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต<br />
ถ้ามีปริมาณที่มากเกินไป (เกินกว่า 0.02 mg / ลิตร) จึงทำให้ Ammonia เป็นสารประกอบที่ค่อนข้างเป็น<br />
อันตรายเลยทีเดียว</p>
<p>แต่เนื่องจากในตู้เรามีการเซตน้ำและมีแบคทีเรียสำหรับกำจัดของเสียเหล่านี้แล้ว ทำให้<br />
เกิดการเปลี่ยนแปลง Ammonia ( NH3 ) ไปเป็น Nitrite ( NO2 ) โดยแบคทีเรีย<br />
( Nitrifying bacteria ) ซึ่งสารประกอบ Nitrite นี้ก็เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเช่นกัน<br />
แต่เนื่องจากเราสามารถวัดค่าของ Nitrite ได้ง่ายกว่า Ammonia จึงนิยมวัดปริมาณ<br />
Nitrite แทนเพื่อเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงปริมาณของเสียและคุณภาพของน้ำในตู้ของเรามากกว่า</p>
<p>จาก Nitrite ก็จะถูก Nitrifying bacteria เปลี่ยนไปเป็น Nitrate ( NO3 ) ซึ่งเป็นสารประกอบ<br />
ที่ไม่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตแต่ก็มีผลในด้านลบต่อปะการังและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสาหร่าย<br />
หรือพืช โดยจะเปลี่ยน กลับไปเป็น โปรตีนในพืชแทน สำหรับ Nitrate อีกส่วนก็จะถูกเปลี่ยนโดย Bacteria<br />
ที่ไม่ใช้อ๊อกซิเจน ซึ่งอาศัยอยู่ในทรายชั้นลึกๆที่มีอ๊อกซิเจนในปริมาณต่ำ ให้กลายเป็นก๊าซ<br />
ไนโตรเจน (N2) เพื่อออกสู่นอกระบบตู้ปลาทะเลของเรา เป็นกระบวนการสุดท้ายในการกำจัด<br />
ของเสียของวงจรไนโตรเจนในตู้ของเรา</p>
<p>จากวงจรไนโตรเจนดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการปูทรายหนาๆนั้นมีประโยชน์สำหรับเป็นที่อาศัย<br />
ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในการเปลี่ยน Nitrate ให้กลายเป็น ก๊าซไนโตรเจนออกนอกระบบ<br />
ซึ่งอาจจะเกิดความไม่สวยงามและเป็นที่หมักหมมสิ่งสกปรกบ้างในพื้นทราย และอาจเห็นก๊าซไนโตรเจน<br />
ที่ถูกกำจัดออกเป็นฟองอากาศใต้พื้นทรายและลอยออกไปที่ผิวน้ำ ซึ่งยิ่งทรายละเอียดเท่าไหร่ก็จะเพิ่มพื้นที่<br />
ผิวสำหรับให้แบคทีเรียยึดเกาะได้ดีเท่านั้น แต่อาจเกิดปัญหาการฟุ้งกระจายในตู้ได้ ทำให้<br />
น้ำขุ่น ซึ่งผู้เลี้ยงก็ต้องปรับเอาตามความต้องการและวัตถุประสงค์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/55/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคที่พบในปลาทะเลสวยงาม</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/52</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/52#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 05:07:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคในปลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[โรคของปลาทะเล -โรคจุดขาว (White spot disease) เป็นโรคที่เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว (โปรโตซัว) เกิดขึ้นเป็นประจำกับปลาตู้ โปรโตซัวจะ มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งตัวโปรโตซัวนี้จะเกาะตามตัวหรือ ครีบปลา และฝังอยู่ใต้ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดการระคายเคืองแก่ปลาทะเล จนต้องถูตัว ไปตามตู้ก้อนหินหรือทราย อาการของโรคนี้จะมีจุดสีขาวขุ่นขึ้นรอบๆตัวปลาและครีบ เมื่อ เกิดอาการจะมีการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วมาก การรักษาและป้องกัน ควรจะทำการแยกปลาที่เป็นโรคออกจากตู้ปลาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ ขึ้น การรักษานั้นทำได้ไม่ยาก โดยใช้ยาที่มักเขียนว่า anti-white-spot หรือถามจากคนขาย ตาม ร้านขายอุปกรณ์ ในการป้องกัน ควรตรวจสอบว่าปลาที่ซื้อมาใหม่นั้นมีเชื้อหรือไม่ โดยทำการขังแยกไว้เพื่อ ดูอาการประมาณ 6-8 วัน ก่อนทำการปล่อยลงตู้ -โรคพยาธิ เป็นโรคที่เกิดกับปลาที่มีเกล็ด โดยตัวพยาธิจะเกาะตามโคนครีบต่างๆ เห็นเป็นตุ่มบนตัว ปลา สาเหตุเกิดจากน้ำในตู้ไม่สะอาด ขาดการเอาใจใส่หรือที่กรองน้ำเสื่อมสภาพ การรักษาและป้องกัน ควรทำการแยกปลาที่เป็นโรคออกจากตู้ก่อนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค แล้วใช้ ยา ectoparasites treater ทำการรักษา ในการป้องกัน ควรจะดูแลสภาพน้ำในตู้ให้สะอาด หมั่นตรวจสอบเครื่องกรองน้ำว่าเสื่อม หรือหมดอายุหรือยัง -โรคเครียด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #006600;">โรคของปลาทะเล</span></strong></p>
<p>-โรคจุดขาว (White spot disease)<br />
เป็นโรคที่เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว (โปรโตซัว) เกิดขึ้นเป็นประจำกับปลาตู้ โปรโตซัวจะ<br />
มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งตัวโปรโตซัวนี้จะเกาะตามตัวหรือ<br />
ครีบปลา และฝังอยู่ใต้ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดการระคายเคืองแก่ปลาทะเล จนต้องถูตัว<br />
ไปตามตู้ก้อนหินหรือทราย อาการของโรคนี้จะมีจุดสีขาวขุ่นขึ้นรอบๆตัวปลาและครีบ เมื่อ<br />
เกิดอาการจะมีการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วมาก<br />
<span style="text-decoration: underline;">การรักษาและป้องกัน</span><br />
ควรจะทำการแยกปลาที่เป็นโรคออกจากตู้ปลาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ<br />
ขึ้น การรักษานั้นทำได้ไม่ยาก โดยใช้ยาที่มักเขียนว่า anti-white-spot หรือถามจากคนขาย ตาม<br />
ร้านขายอุปกรณ์<br />
ในการป้องกัน ควรตรวจสอบว่าปลาที่ซื้อมาใหม่นั้นมีเชื้อหรือไม่ โดยทำการขังแยกไว้เพื่อ<br />
ดูอาการประมาณ 6-8 วัน ก่อนทำการปล่อยลงตู้</p>
<p>-โรคพยาธิ<br />
เป็นโรคที่เกิดกับปลาที่มีเกล็ด โดยตัวพยาธิจะเกาะตามโคนครีบต่างๆ เห็นเป็นตุ่มบนตัว<br />
ปลา สาเหตุเกิดจากน้ำในตู้ไม่สะอาด ขาดการเอาใจใส่หรือที่กรองน้ำเสื่อมสภาพ<br />
<span style="text-decoration: underline;">การรักษาและป้องกัน</span><br />
ควรทำการแยกปลาที่เป็นโรคออกจากตู้ก่อนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค แล้วใช้<br />
ยา ectoparasites treater ทำการรักษา<br />
ในการป้องกัน ควรจะดูแลสภาพน้ำในตู้ให้สะอาด หมั่นตรวจสอบเครื่องกรองน้ำว่าเสื่อม<br />
หรือหมดอายุหรือยัง</p>
<p>-โรคเครียด<br />
กล่าวกันว่าโรคที่เกิดกับปลาตู้ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดทางร่างกายไม่ว่าจะเป็นคุณ<br />
ภาพของน้ำ สภาพแวดล้อม อาหารการกิน สภาพความเป็นอยู่ ในกรณีที่มีปลาทะเลมากเกิน<br />
ไปในตู้จะเกิดความแออัดขึ้น<br />
<span style="text-decoration: underline;">การรักษาและป้องกัน</span><br />
ควรทำการเปลี่ยนน้ำบางส่วนเป็นประจำและไม่ให้อาหารมากจนเหลือค้าง เพราะเศษ<br />
อาหารจะทำให้เกิดน้ำเน่าเสียได้ง่าย หมั่นทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใยแก้วอย่างสม่ำเสมอ<br />
ในการป้องกัน หมั่นเอาใจใส่ดูแลสภาพน้ำ ตลอดจนความเป็นอยู่ของปลาไม่ว่าจะเป็น<br />
ทางด้านอาหารหรือความสะอาด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/52/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คู่มือ การเลี้ยงปลาทะเลเบื้องต้น</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/50</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/50#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 05:05:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงปลาทะเลเบื้องต้น อย่าง ที่ได้บอกไปแล้วนะครับ ว่าการเลี้ยงปลาทะเลนั้น จะมีข้อกำหนดและเรื่องหยุมหยิมมากว่าการเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืด ซึ่งทั้งหมดคือปัจจัยที่เราต้องควบคุมและดูแล และปัจจัยเหล่านั้นมีอะไรบ้าง เราต้องดูแลและควบคุมอย่างไร เพื่อเลี้ยงปลาทะเลสวยงามให้สำเร็จ แม้่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดเลี้ยง แต่ถ้าศึกษาให้ดี ก็เลี้ยงปลาทะเลสวยงามได้ไม่ยากครับ ปัจจัยต่างๆ ที่เราต้องนึกถึงในการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม 1. สภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาทะเลสวยงาม แน่นอนอยู่แล้วว่าการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำที่เสมือนน้ำทะเล หรือว่าน้ำเค็มนั่นเองครับ ซึ่งถ้ามีความพยายาม หรือสะดวกพอที่จะหาน้ำทะเลสะอาดๆ มาเลี้ยงเหล่าปลาทะเลสวยงามของคุณได้ ก็จะเป็นการดี ซึ่งถ้าคิดว่าจะไปตักน้ำทะเลมาใช้จริงๆ ก็ไปซักระยะที่ไกลจากฝั่งหน่อยนะครับ เพราะถ้าริมหาดแล้วล่ะก็ สะอาดแต่ตา เอามาไม่คุ้มแน่ครับ หรือถ้าไม่สะดวกที่จะไปคว้าน้ำกลางทะเล มาใช้ ก็มีให้เลือกว่าจะซื้อน้ำทะเลจากร้าที่มีจำหน่ายมาใช้หรือเปล่า ก็มีทั้งน้ำทะเลจริง และน้ำทะเลปลอม หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้เกลือทำน้ำทะเลที่มีขายอยู่มากมาย มาผสมน้ำในอัตราที่พอเหมาะพอดี เท่านี้ก็สะดวกสบายไปอีกแบบ และเมื่อผสมเสร็จแล้ว ก็ตรวจสอบค่าความเค็มอีกครั้ง ว่าเหมาะสมหรือไม่ ด้วยไฮโดรมิเตอร์ (Hydrometer) ที่ใช้สำหรับวัดความเค็ม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ผสมซะจนเจือจางเป็นน้ำเปล่า หรือว่ามากเกินไปจนจะทำปลาเค็ม 2. ระบบกรองสำหรับการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามในตู้ เมื่อพูดถึงระบบกรองน้ำ ก็ถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับการเลี้ยงปลาตู้ เพราะคุณภาพของน้ำโดยหลักๆ แล้ว ก็อยู่ที่เครื่องกรองนี่แหละครับ โดยเฉพาะยิ่งกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาด หรือเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา ยิ่งถือว่าสำคัญมากขึ้นไปอีก ระบบกรองน้ำนั้นมีให้เลือกหลาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #006600;">การเลี้ยงปลาทะเลเบื้องต้น</span></strong></p>
<p>อย่าง ที่ได้บอกไปแล้วนะครับ ว่าการเลี้ยงปลาทะเลนั้น จะมีข้อกำหนดและเรื่องหยุมหยิมมากว่าการเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืด ซึ่งทั้งหมดคือปัจจัยที่เราต้องควบคุมและดูแล และปัจจัยเหล่านั้นมีอะไรบ้าง เราต้องดูแลและควบคุมอย่างไร เพื่อเลี้ยงปลาทะเลสวยงามให้สำเร็จ แม้่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดเลี้ยง แต่ถ้าศึกษาให้ดี ก็เลี้ยงปลาทะเลสวยงามได้ไม่ยากครับ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ปัจจัยต่างๆ ที่เราต้องนึกถึงในการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม</span></p>
<p><strong>1. สภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาทะเลสวยงาม</strong></p>
<p>แน่นอนอยู่แล้วว่าการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำที่เสมือนน้ำทะเล หรือว่าน้ำเค็มนั่นเองครับ ซึ่งถ้ามีความพยายาม หรือสะดวกพอที่จะหาน้ำทะเลสะอาดๆ มาเลี้ยงเหล่าปลาทะเลสวยงามของคุณได้ ก็จะเป็นการดี ซึ่งถ้าคิดว่าจะไปตักน้ำทะเลมาใช้จริงๆ ก็ไปซักระยะที่ไกลจากฝั่งหน่อยนะครับ เพราะถ้าริมหาดแล้วล่ะก็ สะอาดแต่ตา เอามาไม่คุ้มแน่ครับ</p>
<p>หรือถ้าไม่สะดวกที่จะไปคว้าน้ำกลางทะเล มาใช้ ก็มีให้เลือกว่าจะซื้อน้ำทะเลจากร้าที่มีจำหน่ายมาใช้หรือเปล่า ก็มีทั้งน้ำทะเลจริง และน้ำทะเลปลอม หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้เกลือทำน้ำทะเลที่มีขายอยู่มากมาย มาผสมน้ำในอัตราที่พอเหมาะพอดี เท่านี้ก็สะดวกสบายไปอีกแบบ และเมื่อผสมเสร็จแล้ว ก็ตรวจสอบค่าความเค็มอีกครั้ง ว่าเหมาะสมหรือไม่ ด้วยไฮโดรมิเตอร์ (Hydrometer) ที่ใช้สำหรับวัดความเค็ม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ผสมซะจนเจือจางเป็นน้ำเปล่า หรือว่ามากเกินไปจนจะทำปลาเค็ม</p>
<p><strong>2. ระบบกรองสำหรับการเลี้ยงปลาทะเลสวยงามในตู้</strong></p>
<p>เมื่อพูดถึงระบบกรองน้ำ ก็ถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับการเลี้ยงปลาตู้ เพราะคุณภาพของน้ำโดยหลักๆ แล้ว ก็อยู่ที่เครื่องกรองนี่แหละครับ โดยเฉพาะยิ่งกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาด หรือเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา ยิ่งถือว่าสำคัญมากขึ้นไปอีก</p>
<p>ระบบกรองน้ำนั้นมีให้เลือกหลาย วิธีว่าจะกรองแบบไหน หรือถ้าจะเลือกใช้เป็นอุปกรณ์กรองน้ำ ก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์อย่างอื่น ที่มีมากมายหลายตราสินค้า แต่ละยี่ห้อก็มีราคาและคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป ระบบที่ถือว่าพื้นๆ ทั่วไป ก็คงเป็นระบบกรองข้างตู้ และระบบกรองพื้นตู้ และระะบบกรองนอกตู้ คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายแล้วล่ะครับ เรื่องกรองข้าง กรองล่าง กรองนอก แต่เรามาพูดถึงวัสดุที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบกรองทั้ง 3 นี้กันดีกว่า</p>
<p>- ใยแก้ว<br />
โดยปกติจะอยู่อันบนสุด มีหน้าที่กรองเศษสิ่งสกปรกทั้งหลายในตู้ปลา แล้วลองคิดดูสิครับ ว่ามันจะเปื่อย จะยุ่ย จะเน่า หมักหมมขนาดไหน ดังนั้นก็เลือกที่เหนียวๆ แน่นๆ หน่อยก็จะดี แล้วก็หมั่นนำออกมาล้างให้มันสดใสน่าใช้อยู่บ่อยๆ ด้วยล่ะครับ</p>
<p>- ไบโอบอล (Bio ball)<br />
ลูกกลมๆ เหมือนบอล ที่จะมีรอยหลัก รอยแยก หรือรูพรุน มากน้อยแตกต่างกันตามใจคนผลิต มีไว้เพื่อเพิ่มการแตกตัวของน้ำ ทำให้ออกซิเจนได้สัมผัสกับน้ำได้มากขึ้นกว่าปกติ น้ำยิ่งใกล้จะเสีย ยิ่งมีปริมาณออกซิเจนที่ต่ำลงๆ ถ้าไม่รีบเปลี่ยนน้ำเพราะไม่มีเวลาจริงๆ ก็ใช้ตัวนี้ช่วยไปก่อนละกันครับ คิดว่าเหมือนเครื่องช่วยหายใจก็ละกัน</p>
<p>- ที่อยู่ของแบคทีเรียตามจินตนาการ<br />
ที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะว่ามันใช้ได้หลายอย่างนะครับ แล้วแต่จินตนาการของคุณว่าจะใช้อะไร แต่ขอให้เป็นสิ่งที่มีรูพรุนก็ใช้ได้ เพื่อให้เป็นที่อยู่สำหรับแบคทีเรียที่ดี ที่จะช่วยบำบัดสภาพน้ำให้กับเราๆ ท่านๆ กันนะครับ ตัวอย่างเช่นเศษแะการังแตกๆ หักๆ ก็อย่าคิดว่าไม่มีประโยชน์ เพราะนั่นแหละ ขุมทรัพย์ที่ดีเลิศทีเดียว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">สำหรับกรองนอกหรือกรองล่าง ที่มีที่พักน้ำให้ไหลผ่านเป็นช่องๆ</span></p>
<p>ในช่องสุดท้าย ควรใช้วิธีการแบบ Refugium ?</p>
<p>Refugium คือระบบกรองแบบชีวภาพ โดยการใช้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก (ทั้งแบคทีเรียและพืช) ในการบำบัดน้ำ โดยให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ดูดซับสารพิษหรือแร่ธาตุที่ก่อผลเสีย ไปเก็บไว้ในร่างกายตัวเอง และใช้ในการเติบโต หรือบางส่วนถูกแปรสภาพเป็นสารประกอบที่ไม่มีพิษต่อสัตว์น้ำ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำอีกด้วย</p>
<p>วัสดุกรอง ที่ดี ต้องมีพื้นที่ผิวมาก ๆ เพื่อให้แบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตอื่นเกาะยึดได้เยอะๆ ต้องมีอายุการใช้งานนาน และราคาต้องไม่แพง หาง่าย เช่น เศษปะการัง อวนเก่า เปลือกหอย ทราย เป็นต้น</p>
<p><strong>3. ระบบแสงสว่าง สำหรับปลาทะเลสวยงาม</strong></p>
<p>สำหรับการเลี้ยงปลาทะเลโดยที่ไม่เลี้ยงปะการังนั้น             สามารถใช้ไฟอะไรก็ได้<br />
เพื่อให้แสงสว่างและความสวยงามตามปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมแสงสีขาวจากหลอด<br />
ฟลูออเรสเซนต์ ผสมกับแสงสีฟ้าจากหลอด blue แต่สำหรับกรณีที่มีการเลี้ยงปะการังนั้น<br />
จำเป็นจะต้องเพิ่มปริมาณไฟ เนื่องจากปะการังส่วนใหญ่ดำรงชีวิตโดยการสังเคราะห์แสง<br />
ซึ่งต้องใช้แสงปริมาณมากและต่างกันไปตามความต้องการของปะการังแต่ละชนิด ซึ่งหลอดไฟ<br />
ที่สามารถเลี้ยงปะการังชนิดที่ต้องการแสงจัด ( ส่วนมาก ) ได้ดีและเป็นที่นิยม             คือ หลอดไฟ MH<br />
ซึ่งจะเกิดปัญหาในเรื่องของอุณหภูมิตามมาและมีราคาค่อนข้างสูง             แต่สำหรับปะการังที่ใช้<br />
แสงน้อยก็ สามารถใช้หลอดฟลูออเรสต์เซนต์หลายๆหลอดในการเลี้ยงได้ และปะการังบางชนิด<br />
ก็ไม่ใช้แสงในการดำรงชีวิตต่างกันออกไปซึ่งไฟที่เราจะเลือกนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งมีชิวิตที่<br />
เราจะเลี้ยง  ซึ่งโดยปกติแล้้ิวหลอดไฟต่างๆจะมีอายุการใช้งานที่จำกัด             ( ประมาณ 1 ปี )<br />
ซี่งเมื่อหมดอายุ หลอดไฟจะให้ค่าความสว่างลดลงและอาจมีสีที่ผิดเพี้ยนจากเดิม</p>
<p><strong>4. อุณหภูมิในการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม</strong></p>
<p>โดยปกติแล้ว             อุณหภูมิในทะเลเขตร้อน จะเย็นกว่าอุณหภูมิ ของอากาศบ้านเรา<br />
ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาทะเลนั้นอยู่ที่             25 &#8211; 29 องศาเซลเซียส<br />
ซึ่งปลาบางชนิดจะีมีความสามารถในการทนต่ออุณหภูมิสูงๆได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง             ปะการัง<br />
จะชอบอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นๆ และอาจตายได้ถ้าอยู่ในอุณหภูมิที่ิร้อนจนเกินไป<br />
และ่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ก็คือความคงที่ของอุณหภูมิ ซึ่งสำคัญมากต่อสุขภาพของปลา<br />
โดยอุณหภูมิที่แกว่ง ขึ้น-ลงไปมาในแต่ละวัน จะทำให้ปลาปรับตัวยาก เกิดโรคต่างๆเนื่องจาก<br />
ภูมิต้านทานลด เกิดความเครียด ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยมากก็คืออุณหภูมิในตู้สูงเกินไป             โดยผู้เลี้ยง<br />
อาจแก้ไขได้ด้วยการติดพัดลมเป่าที่ผิวน้ำ หรือติดเครื่องทำความเย็น ( Chiller             ) ซึ่งมีราคา<br />
ที่สูงมากแต่สามารถคุมอุณหภูมิได้คงที่และเย็นได้ตามต้องการ ส่วนอีกปัญหาีนึงก็คือ<br />
การเลี้ยงปลาในห้องแอร์             และมีผลทำให้ีอุณหภูมิในตู้ิ เย็นเกินไป สามารถแก้ไขได้โดยการติด<br />
Heater ในตู้ปลาซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป</p>
<p><strong>5. หินเป็น กับปลาทะเล</strong></p>
<p>หินเป็นคือหินที่เกิดจากซากปะการังตายมาเกาะตัวกันเป็นก้อน             ซึ่งภายในมีลักษณะ<br />
พิเศษต่างจากหินทั่วไปคือมีรูพรุน ซึ่งเหมาะสมสำหรับเป็นที่อยู่สำหรับแบคทีเรียที่มีประโยชน์<br />
ในการกำจัดของเสียไนเตรตภายในตู้และนอกจากนี้ จะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆหลายชนิดอาศัยอยู่<br />
ภายใน เช่น ดาวเปราะ , ปู ( อันตรายต่อปลา ควรเอาออก ) , หนอน และอื่นๆ   ซึ่งสิ่งมีชีวิต<br />
เหล่านี้จะช่วยให้ ระบบนิเวศน์ภายในตู้ของเราสมบูรณ์และคล้ายกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น<br />
โดยที่ถ้าในตู้มีหินเป็นมากเท่าไหร่ ระบบภายในตู้ก็จะยิ่งเสถียรมากเท่านั้น<br />
สำหรับการเิริ่มตั้งตู้ปลาทะเลนั้น หินเป็นมีความจำเป็นมาก             เพราะจะช่วยเร่งระยะเวลา<br />
การเซตตู้ให้เร็วขึ้นและทำให้ระบบเสถียรมากขึ้น นอกจากนี้เรายังใช้หินเป็นในการจัดตู้<br />
เพื่อความสวยงาม เป็นฐานสำหรับวางปะการังได้ตามความต้องการอีกด้วย ซึ่งหินเป็นนั้น<br />
สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายปลาทะเล และหินเป็นที่มีคุณภาพคือหินเป็นที่บำบัดแล้ว<br />
มิฉะนั้นอาจทำให้น้ำในตู้เน่าเสียหรือเหลืองได้ และหินเป็นเหล่านี้ต้องเปียกเสมอ             ถ้าหินแห้ง<br />
นั้นจะเรียกว่าหินตาย ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แล้วแต่สามารถกลายเป็นหินเป็นได้             ถ้านำมาไว้ในตู้<br />
เดียวกันกับหินเป็นเพราะจะมีสิ่งมีชีวิตย้ายเข้าไปอาศัยอยู่เพิ่ม</p>
<p><strong>6. การติดตั้งตู้ปลาทะเล </strong></p>
<p>ความยากอย่างหนึ่งของการเลี้ยงปลาทะเลและถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความใจเย็น<br />
อย่างมากนั่นก็คือขั้นตอนการติดตั้งหรือที่เรียกว่าเซ็ตตู้ เนื่องจากการเลี้ยงปลาทะเลนั้นเราไม่สามารถใส่น้ำและ<br />
ใส่ปลาได้เลยทันทีเพราะการทำแบบนี้จะทำให้ปลาตาย เนื่องด้วยระบบภายในตู้ไม่สามารถ<br />
กำจัดและรองรับของเสียที่เกิดจากปลาได้ เพราะของเสียเหล่านี้จำเป็นต้องถูกกำจัดโดย<br />
แบคทีเรียที่มีในตู้ซึ่งต้องมีปริมาณมากระดับหนึ่ง เมื่อแรกเริ่มตั้งตู้ครั้งแรกนั้นจะยังไม่มี<br />
แบคทีเรีย เราจึงต้องทำการใส่หัวเชื้อแบคทีเรียลงในตู้ ( สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้า<br />
ขายอุปกรณ์เลี้ยงปลา )ที่ใส่น้ำจนเต็มและรันน้ำทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลา 1- 3             เดือน เพื่อเป็นการ<br />
เพิ่มจำนวนแบคทีเรียในตู้ให้มีปริมาณมากพอ ซึ่งสำหรับขั้นตอนนี้เราจะต้องทำการลงหินเป็น<br />
ไปด้วยเพื่อให้ระบบการเซตตัวสมบูรณ์สำหรับเป็นที่ลงเกาะของแบคทีเรีย โดยยิ่งมีหินเป็นมาก<br />
ก็จะยิ่งทำให้ระบบเซตตัวได้เร็วขึ้น และสำหรับขั้นตอนนี้ยังไม่ต้องเปิดไฟเพราะจะทำให้<br />
มีตะไคร่ขึ้นมากทำให้เกิดความไม่สวยงาม ซึ่งในช่วงแรกของการเลี้ยงปลาันั้น การเกิดตะไคร่<br />
ในตู้เป็นเรื่องปกติและจะลดลงเมื่อตู้เสถียรมากขึ้น ทั้งนี้เราอาจจะใช้วิธีควบคุมการเกิด<br />
ตะไคร่ได้หลายวิธี เช่น เลี้ยงสัตว์ที่กินตะไคร่ , การใช้ Phosphate remover             , การขัดออก<br />
การเลี้ยงสาหร่าย หรือลดเวลาการเปิดไฟ เป็นต้น</p>
<p><strong>7. การปูพื้นตู้ปลา</strong></p>
<p>สิ่งที่จะนำมาปูพื้นนั้นมีได้ีหลายอย่างเช่น             เศษปะการัง ซึ่งมีความละเอียดแตกต่างกันไป<br />
ที่นิยมได้แก่เศษปะการังเบอร์ 0 และที่นิยมอีกอย่างนึงคือทรายเป็น ซึ่งเป็นทรายละเอียดจาก<br />
ทะเลที่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆอาศัยอยู่ ซึ่งบางทีเราอาจใช้ทรายละเอียดธรรมดาปูก็ได้             ซึ่งภายหลัง<br />
จะมีสิ่งมีชีวิตจาก หินเป็น ไปอาศัยอยู่และกลายเป็น ทรายเป็น ในที่สุด ซึ่งปกติแล้วเราจะปู<br />
ทรายค่อนข้างหนา ( โดยเฉลี่ย 4 นิ้ว ) เนื่องจากต้องการให้บริเวณล่างๆของพื้นทรายนั้น<br />
เป็นส่วนที่ไม่มีอ๊อกซิเจนและจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้อ๊อกซิเจน             ซึ่งจะมีประโยชน์<br />
ในระบบการย่อยสลายของเสียภายในตู้ ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป สำหรับข้อเสียบางอย่าง<br />
ที่เกิดขึ้นคือ จะเกิดคราบดำๆที่ทรายเมื่อตู้มีอายุ ซึ่งจะทำให้ดูไม่สวยงาม</p>
<p><strong>8. การนำปลาทะเลสวยงามและสิ่งมีชีวิต ลงในตู้ที่จัดเตรียมไว้</strong></p>
<p>หลังจากที่เราเซตตู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว             ก็มาถึงขั้นตอนการลงปลา ซึ่งสำหรับการลงปลา<br />
นั้น เราไม่ควรที่จะลงปลาทีละมากๆ เนื่องจากระบบยังรองรับของเสียได้ไม่ทัน ดังนั้นเราจึง<br />
ต้องค่อยๆลงปลาทีละ 1-2 ตัวเท่านั้น เพื่อที่แบคทีเรียจะได้สามารถกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น<br />
ได้ทันและแบคทีเรียจะทำการเพิ่มปรืมาณมากขึ้น ซึ่งระยะห่างในการลงปลาแต่ละครั้ง<br />
ควรจะเว้นไว้อย่างน้อย 1-2 อาทิตย์ สำหรับปลาบางชนิดจะสามารถเลี้ยงได้ในตู้ที่มีอายุ<br />
นานแล้วเท่านั้น ( 3-6 เดือน ) เช่นปลาตระกูลแทงค์ เนื่องจากปลาเหล่านี้เป็นปลาที่ขับถ่าย<br />
ของเสียปริมาณมาก จึงจำเป็นต้องเลี้ยงภายในตู้ที่ค่อนข้างเสถียรแล้ว<br />
สำหรับขั้นตอนการลงปลา ไม่ใช่เพียงซื้อปลามาแล้วเทจากถุงใส่ตู้ทันที             เนื่องจากปลาอาจ<br />
เกิดการช๊อคน้ำได้ และอาจตายได้ในเวลาต่อมา เราจึงต้องทำการปรับอุณหภูมิและปรับความ<br />
เค็มก่อน ซึ่งการปรับอุณหภูมิทำได้โดยการลอยถุงปลาไว้ที่ผิวน้ำในตู้ก่อนปล่อยลงตู้เป็นเวลา<br />
20-60 นาที ส่วนการปรับความเค็มนั้นทำได้โดยการค่อยๆผสมน้ำในตู้ของเรากับน้ำที่มาจาก<br />
ร้าน ซึ่งอาจจะทำในภาชนะอื่นก็ได้และจะเป็นการปรับอุณหภูมิไปด้วยภายในตัว สำหรับตู้ที่<br />
ทำการเลี้ยงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอาจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของน้ำที่มากับร้าน<br />
เนื่องจากน้ำจากบางร้านอาจจะไม่มีคุณภาพหรืออาจใส่ยาที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ไม่มีกระดูก<br />
สันหลังภายในตู้ของเรา และเพื่อลดความเครียดของปลาอาจปล่อยปลาในขณะที่ปิดไฟตู้<br />
และยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากปลายังต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม</p>
<p><strong>9. การเลือกสิ่งมีชีวิตที่นำมาเลี้ยงในตู้ปลาทะเล</strong></p>
<p>สิ่งสำคัญในการเลือกชนิดของสิ่งมีชีวิตที่จะนำมาเลี้ยงนั้นคือความเหมาะสมของสภาพ<br />
แวดล้อม ขนาดของตู้ และความเข้ากันได้ของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ การเลี้ยงปลาที่มากเกินไป<br />
นอกจากจะทำให้คุณภาพของน้ำแย่ได้ง่ายแล้ว บางครั้งอาจทำให้ปลาเครียดจากการแย่ง<br />
ที่อยู่ จากการกัดกัน เนื่องด้วยปลาทะเลส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่หวงถิ่นและบางชนิดสามารถเลี้ยงได้<br />
ชนิดละ 1 ตัวเท่านั้นภายในตู้ ดังนั้นเราจึงควรทำการศึกษาถึงลักษณะการใช้ชีวิตและ<br />
รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของสิ่งมีชิวิตที่เราสนใจจะนำมาเลี้ยง นอกจากนี้อีกสิ่งที่ต้องคำนึง<br />
คือสิ่งมีชีวิตบางชนิดเลี้ยงยากเนื่องจากเงื่อนไขในการดำรงชีวิตหลายๆอย่าง และบางชนิด<br />
อาจเลี้ยงไม่ได้เลยในระบบปิด หรืออาจมีอายุขัยสั้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆเหล่านี้อาจจะมีสีสัน<br />
สวยงามสะดุดตา และปะปนไปตามร้านขายปลาทะเล ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องศึกษาและควร<br />
หลีกเลี่ยงที่จะนำสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาเีลี้ยงเพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ให้อยู่ตามธรรมชาติ<br />
ของมันต่อไป</p>
<p><strong>10. การให้อาหารและแร่ธาตุเสริม</strong></p>
<p>ปลาทะเลส่วนมากสามารถให้อาหารสำเร็จรูปให้กินได้             ซึ่งมีทั้งแบบเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่<br />
แบบแผ่น ต่างกันออกไป แต่ปลาบางชนิดอาจกินเฉพาะอาหารสดเท่านั้น ซึ่งเราสามารถ<br />
ให้ไรทะเลเป็นอาหารไ้ด้ โดยที่ไรทะเลนั้นก็มีทั้งแบบเป็นๆ และแบบแช่แข็ง ซึ่งสำหรับปลา<br />
บางชนิดอาจสามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ตามเทคนิคแต่ละคน สำหรับระยะยาวแล้ว<br />
การให้ไรทะเลเป็นอาหารอย่างเดียวอาจให้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะสลับให้อาหารสด<br />
เช่นกุ้งสับ หอยสับ สาหร่าย ต่างๆกันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารหรือให้อาหารต่างๆกันไป<br />
ในแต่ละมื้อก็ได้เพราะจะทำให้ปลาไม่เบื่อด้วย สำหรับกรณีที่มีการเลี้ยงปะการังอาจจะัต้อง<br />
มีการใส่แร่ธาตุเสริมด้วยซึ่งแตกต่างกันออกไปตามชนิดของปะการัง ที่นิยมได้แก่             แคลเซียม<br />
สำหรับปะการังโครงแข็ง ,ไอโอดีน และอื่น ๆ</p>
<p><strong>11. อุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ใช้ในตู้ทะเล </strong></p>
<p>จาก 10 ข้อที่กล่าวมา             ก็สามารถทำให้คุณเลี้ยงปลาทะเลได้อย่างมีความรู้ระดับนึงแล้ว<br />
นอกจากนี้การเลี้ยงปลาทะเลอาจจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมต่างๆอีก เช่น</p>
<p>- น้ำยาสำหรับวัดค่า nitrite ( NO2 ) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากวงจรไนโตรเจนในกระบวนการ<br />
กำจัดของเสีย ซึ่งมีพิษร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตถ้ามีปริมาณมากจนเกินไป             ดังนั้นเราจึงควรมีอุปกรณ์<br />
ที่สามารถวัดปริมาณได้<br />
- โปรตีนสกิมเมอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดสารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นภายในตู้โดยใช้ระบบฟอง<br />
อากาศ ซึ่งรวมถึงการกำจัดเมือกที่เกิดขึ้นจากปะการังบางชนิดด้วย             ซึ่งจะทำให้น้ำในตู้<br />
มีคุณภาพที่ดี ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเหมือนกันในตู้ทะเล ซึ่งเราอาจติดตั้งไว้ในกรองล่างก็ได้<br />
- ปั๊มน้ำ สำหรับเพิ่มกระแสน้ำภายในตู้ เพื่อการหมุนเวียนของน้ำและเพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำ<br />
ซึ่งปั๊มน้ำนั้นมีความแรงหลายระดับ เราอาจติดตั้งปั๊มน้ำมากกว่า             1 ตัวในตู้เพื่อเพิ่มกระแสน้ำ<br />
ภายในตู้ได้โดยเฉพาะตำแหน่งที่กระแสน้ำน้อย ( 800 &#8211; 2500 ลิตรต่อชั่วโมง             ) ซึ่งกระแสน้ำ<br />
บางทีก็มีความจำเป็นต่อปะการังบางชนิดที่ต้องการกระแสน้ำที่แรงเป็นพิเศษ<br />
- ปั๊มลมใช้ถ่าน พร้อมหัวทราย เพื่อป้องกันเวลาที่เกิดไฟดับ สามารถใช้เพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำ<br />
ได้แทนปั๊มหลักที่ใช้ภายในตู้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/50/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปะการัง</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/48</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/48#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:56:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ปะการังเป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในจำพวก ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีโพรงในลำตัว มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ระหว่างเนื้อเยื่อทั้งสองมีลักษณะเป็นวุ้น มีช่องปากแต่ไม่มีทวารหนัก มีหนวดซึ่งมีเซลล์เข็มทิศเพื่อป้องกันตัวหรือจับเหยื่อเป็นอาหาร เรียงรายอยู่รอบปาก จำพวก (Phylum) Coelenterata แบ่งเป็น 3 กลุ่ม (class) ย่อย ๆคือ 1. กลุ่ม Hydrozoa ได้แก่ ไฮดร้า ปะการังไฟ 2. กลุ่ม Scyphozoa ได้แก่ แมงกะพรุน 3. กลุ่ม Anthozoa แบ่งเป็นกลุ่มย่อย (subclass) ดังนี้ 3.1 กลุ่มย่อย Zoantharia แบ่งเป็นอันดับ (order) ดังนี้ - Actiniaria ได้แก่ ดอกไม้ทะเล - Corallimorpharia ได้แก่ ดอกไม้ทะเลที่คล้ายปะการัง - Scleractinia [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปะการังเป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในจำพวก ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีโพรงในลำตัว มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ระหว่างเนื้อเยื่อทั้งสองมีลักษณะเป็นวุ้น มีช่องปากแต่ไม่มีทวารหนัก มีหนวดซึ่งมีเซลล์เข็มทิศเพื่อป้องกันตัวหรือจับเหยื่อเป็นอาหาร เรียงรายอยู่รอบปาก</p>
<p>จำพวก (Phylum) Coelenterata แบ่งเป็น 3 กลุ่ม (class) ย่อย ๆคือ</p>
<p><strong>1. กลุ่ม Hydrozoa ได้แก่ ไฮดร้า ปะการังไฟ</strong></p>
<p><strong>2. กลุ่ม Scyphozoa ได้แก่ แมงกะพรุน</strong></p>
<p><strong>3. กลุ่ม Anthozoa แบ่งเป็นกลุ่มย่อย (subclass) ดังนี้</strong></p>
<p>3.1 กลุ่มย่อย Zoantharia แบ่งเป็นอันดับ (order) ดังนี้<br />
- Actiniaria ได้แก่ ดอกไม้ทะเล<br />
- Corallimorpharia ได้แก่ ดอกไม้ทะเลที่คล้ายปะการัง<br />
- Scleractinia ได้แก่ ปะการังแข็ง</p>
<p>3.2 กลุ่มย่อย Octocorallia แบ่งเป็นอันดับ (order) ดังนี้<br />
- Helioporacea ได้แก่ ปะการังสีน้ำเงิน<br />
- Alcyonacea ได้แก่ ปะการังอ่อน<br />
- Gorgonacea ได้แก่ กัลปังหา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/48/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปลาทะเลสวยงามสำหรับเริ่มเลี้ยง</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/45</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/45#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:52:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[ในท้องตลาดปลาทะเลโดยทั่วไปแล้ว มีปลาทะเลหลากหลายชนิด ให้เราเลือกเลี้ยง ซึ่งแต่ละชนิดนั้นก็มีความยาก-ง่ายในการเลี้ยงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมในตู้ทะเลของเรา ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับ ผู้เลี้ยงปลาทะเลเริ่มต้นคือ ไม่รู้ว่าปลาชนิดไหนเลี้ยงง่าย หรือ เลี้ยงยาก จึงซื้อมาเลี้ยงด้วย ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต เสียเงิน และเสียกำลังใจในที่สุด ซึ่งสิ่ง สำคัญที่เราควรตระหนักคือ เราไม่ควรซื้อปลาชนิดนั้นมาเลี้ยงเพราะเห็นว่าเลี้ยงง่าย แต่เมื่อ เลี้ยงไปนานๆแล้วเบื่อ ก็นำไปไว้ที่อื่น เราควรเลือกซื้อปลาที่เราอยากเลี้ยงจรืงๆ โดยศึกษา ข้อดี ข้อเสีย ของปลาชนิดนั้นๆว่าเหมาะกับการที่เราจะนำมาเลี้ยงหรือไม่ก่อนที่จะเลี้ยง สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงปลาทะเลที่เีลี้ยงได้ไม่ยากจนเกินไปนัก เหมาะสำหรับมือใหม่ ซึ่งจะกล่าวถึงข้อดี &#8211; ข้อเสีย สำหรับปลาแต่ละตัวไว้สำหรับพิจารณา.. - ปลาตระกูลแดมเซล ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง : 10 ) ปลาชนิดนี้ส่วนมากจะมีสีน้ำเงินที่เราพบเห็นตามท้องตลาด มีหลากหลายชนิดทั้ง แดมเซลหางเหลือง,บลูแดมเซล,เลมอนแดมเซล รวมถึงปลาโดมิโน ซึ่งมีสีดำ และมีจุดเล็กๆ สีขาว 3 จุดบนตัว และปลาม้าลายที่มีลายขาวสลับดำบนลำตัว ข้อดี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในท้องตลาดปลาทะเลโดยทั่วไปแล้ว     มีปลาทะเลหลากหลายชนิด ให้เราเลือกเลี้ยง<br />
ซึ่งแต่ละชนิดนั้นก็มีความยาก-ง่ายในการเลี้ยงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความสามารถ<br />
ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมในตู้ทะเลของเรา ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับ<br />
ผู้เลี้ยงปลาทะเลเริ่มต้นคือ ไม่รู้ว่าปลาชนิดไหนเลี้ยงง่าย หรือ เลี้ยงยาก จึงซื้อมาเลี้ยงด้วย<br />
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต เสียเงิน และเสียกำลังใจในที่สุด     ซึ่งสิ่ง<br />
สำคัญที่เราควรตระหนักคือ เราไม่ควรซื้อปลาชนิดนั้นมาเลี้ยงเพราะเห็นว่าเลี้ยงง่าย     แต่เมื่อ<br />
เลี้ยงไปนานๆแล้วเบื่อ ก็นำไปไว้ที่อื่น เราควรเลือกซื้อปลาที่เราอยากเลี้ยงจรืงๆ     โดยศึกษา<br />
ข้อดี ข้อเสีย ของปลาชนิดนั้นๆว่าเหมาะกับการที่เราจะนำมาเลี้ยงหรือไม่ก่อนที่จะเลี้ยง</p>
<p>สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงปลาทะเลที่เีลี้ยงได้ไม่ยากจนเกินไปนัก       เหมาะสำหรับมือใหม่<br />
ซึ่งจะกล่าวถึงข้อดี &#8211; ข้อเสีย สำหรับปลาแต่ละตัวไว้สำหรับพิจารณา..</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูลแดมเซล</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 10 )<br />
ปลาชนิดนี้ส่วนมากจะมีสีน้ำเงินที่เราพบเห็นตามท้องตลาด มีหลากหลายชนิดทั้ง<br />
แดมเซลหางเหลือง,บลูแดมเซล,เลมอนแดมเซล รวมถึงปลาโดมิโน ซึ่งมีสีดำ<br />
และมีจุดเล็กๆ สีขาว 3 จุดบนตัว และปลาม้าลายที่มีลายขาวสลับดำบนลำตัว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อดี</span> 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ           อาหารสด<br />
2.สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้แทบทุกสภาวะ           เลี้ยงง่าย ตายยาก<br />
3.เป็นปลาที่ราคาถูก           หาได้ง่าย<br />
4.มีสีสันสวยงาม ฉูดฉาด           สะดุดตา</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.เป็นปลาที่ดุมากๆ หวงถื่น ชอบกัดปลาตัวอื่น โดยเฉพาะปลาชนิดเดียวกันอาจ<br />
กัดจนถึงตายได้           ดังนั้นจึงควรเลี้ยงได้ตู้ละ 1 ตัวเท่านั้น ( ข้อเสียมากๆ ) ยกเว้น<br />
นีออนแดมเซลที่ดุน้อยที่สุดและสามารถเลี้ยงได้มากกว่า 1 ตัวในตู้<br />
2.ชอบขุดพื้นเป็นรู           ทำให้ทรายฟุ้งกระจาย และอาจทำให้หินในตู้ถล่มได้<br />
3.เป็นปลาที่ว่ายน้ำเร็วมาก           หลบเก่ง จึงทำให้จับยากมากเวลาจะเอาออกจากตู้<br />
อาจต้องรื้อหินในตู้ทั้งหมดเพื่อทำการจับออก<br />
4.สำหรับโดมิโนและม้าลายจะโตเร็วมาก           และจะยิ่งเพิ่มความดุขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>- <strong>ปลาตะกรับ</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 10 )<br />
เป็นปลาที่มีหลายชนิด มีหลายสี มีทั้งตะกรับเขียว ตะกรับฟ้า เป็นต้น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อดี</span> 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ           อาหารสด<br />
2.สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้แทบทุกสภาวะ           เลี้ยงง่าย ตายยาก โตเร็ว<br />
3.เป็นปลาที่ราคาถูก           หาได้ง่าย<br />
4.เป็นปลาที่ไม่ดุร้าย           สามารถเลี้ยงเป็นฝูงได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> &#8211; เป็นปลาที่มีสีสันไม่ฉูดฉาดเท่ากับปลาชนิดอื่น           และสีซีดเมื่อโตขึ้น</p>
<p>- <strong>ปลาการ์ตูน</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 8.5 )<br />
เป็นปลาที่นิยมมากที่สุด มีหลายสายพันธุ์ เช่น ปลาการ์ตูนลายปล้อง           ปลาการ์ตูนแดง<br />
ปลาการ์ตูนอินเดียนแดง ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ เป็นต้น แต่ที่นิยมเลี้ยงส่วนมาก           คือ<br />
ปลาการ์ตูนส้ม จากการ์ตูนดัง นีโม เนื่องจากเป็นที่คุ้นตามากกว่า ซึ่งปลาการ์ตูนเป็นปลา<br />
ที่มีลักษณะเฉพาะคือว่ายน้ำบิดไป-มา ทำให้ดูน่ารักเป็นพิเศษ และสามารถเลี้ยงได้<br />
โดยไม่จำเป็นต้องมีดอกไม้ทะเล ( Anemone ) ซึ่งต้องใช้ไฟจัดในการเลี้ยงเท่านั้น<br />
( ไฟ MH หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ 6 หลอดขึ้นไป )</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.มีรูปร่างน่ารักสวยงาม สีสันฉูดฉาด สะดุดตา<br />
2.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายทั้งอาหารสำเร็จรูป           และ อาหารสด ( บางตัวอาจต้องหัดกิน<br />
อาหารสำเร็จรูปก่อน           )<br />
3.เป็นปลาที่ค่อนข้างทนในหลายๆสภาวะแวดล้อม           จัดว่าเลี้ยงง่าย<br />
4. เป็นปลาที่ไม่ดุร้ายกับปลาชนิดอื่น           เลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ ยกเว้น การ์ตูนบางชนิด<br />
5.มีราคาตั้งแต่ถูก           ถึง แพง ขึ้นอยุ่ว่านำเข้าหรือไม่ หรืออาจมีลายที่หาพบได้ยาก</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.เป็นปลาที่ชอบถูกจับยามาจากทะเล ทำให้มาตายในตู้เราโดยไม่รู้สาเหตุ<br />
2.สำหรับ           ปลาการ์ตูนแดง ปลาการ์ตูนลายปล้อง และปลาการ์ตูนมะเขือเทศ เป็นปลา<br />
ที่ดุร้ายมาก           หวงถิ่น มักจะกัดปลาการ์ตูนด้วยกัน นอกเสียจากมันจะจับคู่กันแล้ว<br />
จึงไม่ควรเลี้ยงปลาการ์ตูนหลายๆชนิดในตู้เดียวกัน           นอกจากตู้จะใหญ่ และลง<br />
ปลาตามลำดับความดุร้าย           จากดุร้ายน้อย ไปมาก</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูล dottyback</strong> ( ระดับความยากในเลี้ยง : 8.5 )<br />
เป็นปลาตัวเล็กที่มีสีสันฉูดฉาด ที่พบมากได้แก่ ปลาสตอเบอรี่ ปลาแพคคาเนลล่า<br />
( หวานเย็น ) ปลาไดเดรียม่า ปลารอยอลแกรมม่า ซึ่งเป็นปลาที่มีสีชมพูทั้งตัว     อาจมีสีเหลือง<br />
สลับครึ่งบน ครึ่งล่างแล้วแต่ชนิด</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่ายมาก ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ     อาหารสด<br />
2. มีสีสันสวยงาม     ฉูดฉาด สะดุดตา<br />
3.เป็นปลาที่ราคาไม่แพงมาก     ยกเว้น รอยัลแกรมม่าที่มีราคาค่อนข้างสูง<br />
4.เป็นปลาที่ค่อนข้างทนในหลายๆสภาวะแวดล้อม     จัดว่าเลี้ยงง่าย แต่ถ้าอุณหภูมิ<br />
เปลี่ยนแปลงบ่อย     อาจเป็นจุดขาวได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> -เป็นปลาที่ดุมาก หวงถิ่น ชอบกัดปลาตัวอื่น โดยเฉพาะปลาชนิดเดียวกันอาจ<br />
กัดจนถึงตายได้     ดังนั้นจึงควรเลี้ยงได้ตู้ละ 1 ตัวเท่านั้น</p>
<p>- <strong>ไฟร์ฟิช</strong> ( ระดับความยากในการเลี้ยง           : 8 )<br />
เป็นปลาตระกูลโกบี้ ลำตัวยาว มีครีบหลังยาวเป็นเอกลักษณ์ สำหรับอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อยคือ<br />
Purple firefish ซึ่งมีราคาแพงกว่าเล็กน้อย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1. มีสีสันสวยงาม รูปร่างเป็นเอกลักษณ์<br />
2.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย           ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด<br />
3.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง           ๆได้ดีพอสมควร แต่ค่อนข้างอ่อนแอในน้ำที่<br />
ไม่มีคุณภาพ<br />
4.เป็นปลาที่นิสัยสงบ           ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.เป็นปลาขี้ตกใจ ถ้าในตู้มีปลาที่ว่ายน้ำเร็วๆ หรือปลาที่ไล่           จะหลบอยู่แต่ในหิน<br />
ไม่ออกมาโชว์ตัว           ไม่กินอาหารและอาจกระโดดออกมาจากตู้ทำให้ตายได้<br />
ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยสำหรับการเลี้ยงปลาชนิดนี้           ป้องกันได้โดยการหาฝาปิดตู้<br />
2.อาจดุร้ายต่อปลาชนิดเดียวกันยกเว้นถ้าจับคู่แล้ว           จึงแนะนำให้เลี้ยงตู้ละ 1 ตัว<br />
หรืออาจเลี้ยงหลายตัวได้ถ้าตู้ใหญ่และมีที่หลบมากพอ</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูลเบลนนี่</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 8.5 )<br />
เป็นปลาที่มีรูปร่างยาว ชอบว่ายน้ำสลับกับเกาะไปตามหิน ตามพื้น มีหลายพันธุ์           หลายแบบ<br />
ตามร้านขายปลาทะเลทั่วไป</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด           บางชนิดอาจกินตะไคร่<br />
ได้ดี           เช่น Bicolour blenny หรือบางชนิดอาจจะกินตะไคร่ตามพื้นทราย<br />
2.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง           ๆได้ดีและราคาไม่แพงมาก<br />
3.เป็นปลาที่นิสัยสงบ           ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.บางชนิดอาจมีสีสันไม่ค่อยสวยงาม หน้าตาประหลาด<br />
2.อาจดุร้ายกับพวกเดียวกันได้</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูลโกบี้ </strong>( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 8.5 )<br />
เป็นปลาที่มีหลายสายพันธุ์มากที่เห็นบ่อยได้แก่ แก้วปะการัง, Two           spot goby ,<br />
โกบี้บิน , โกบี้ขาว เป็นต้น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด           บางชนิดอาจกินตะไคร่<br />
ได้ดี           เช่น Two spot goby หรือบางชนิดอาจจะกินตะไคร่ตามพื้นทรายโดยการ<br />
อมทรายเ้ข้าไปแล้วปล่อยออกมา<br />
2.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง           ๆได้ดี<br />
3.เป็นปลาที่นิสัยสงบ           ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้<br />
4.บางชนิดมีสีสันสวยงามและราคามีหลายระดับตั้งแต่ถูกถึงแพง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.บางชนิดอาจมีสีสันไม่ค่อยสวยงาม หน้าตาประหลาด<br />
2.บางชนิดที่อมทราย           จะเป็นการกำจัดสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มีประโยชน์ในทรายและ<br />
อาจจะพ่นทรายฟุ้งในตู้ทำให้น้ำขุ่นและรบกวนปะการัง<br />
3.ดุร้ายกับพวกเดียวกันนอกจากจับคู่แล้ว           จึงแนะนำให้เลี้ยงตู้ละ 1 ตัว</p>
<p>- <strong>ปลาคาร์ดินัล</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 7.5 )<br />
ส่วนมากที่พบคือ ปลาคาร์ดินัลลองฟิน ที่มีลายขาวสลับดำและ ปลาคาร์ดินัลตาแดง           ซึ่ง<br />
เป็นปลาที่ชอบลอยนิ่งๆอยู่กับที่ ไม่ค่อยว่ายน้ำไปไหน มีลักษณะตาโต           สีสันสวยงาม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง ๆได้ดี แต่ถ้าสภาวะเปลี่ยนแปลงมากจะเป็นจุดขาว<br />
และอาจเปื่อยได้<br />
2.เป็นปลาที่นิสัยสงบมาก           ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้และสามารถ<br />
เลี้ยงได้มากกว่า           1 ตัวในตู้ โดยวันๆจะลอยนิ่งอยู่กลางน้ำ<br />
3.มีรูปร่างแปลกเป็นเอกลักษณ์           สวยงาม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> &#8211; ส่วนมากจะกินแต่อาหารสด ไม่ค่อยกินอาหารเม็ด นอกจากจะเลี้ยงไปนานๆ<br />
หรือฝึกให้กิน           ซึ่งค่อนข้างเป็นปัญหาเรื่องการให้อาหาร</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูล Wrasse</strong> ( ระดับความยากในการเลี้ยง : 8 )<br />
สำหรับปลาตระกูลนี้บางชนิดก็เลี้ยงยาก เช่น ปลาพยาบาล มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่เลี้ยง<br />
ง่าย เช่น Sixline wrasse, ปลากัดทะเล , แก้วเหลือง , แก้วแดง เป็นต้น     ซึ่งเวลานอน<br />
อาจจะมุดทราย หรือ สร้างเมือกขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด<br />
2.สามารถทนสภาวะแวดล้อมต่าง     ๆได้ดี<br />
3.เป็นปลาเล็ก ที่มีสีสันสวยงาม     ฉูดฉาดสะดุดตา<br />
4.เป็นปลาที่นิสัยสงบ     ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้รวมทั้งพวกเดียวกัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> -เป็นปลาที่ค่อนข้างอ่อนแอในบางภาวะ อาจตายโดยไม่ทราบสาเหตุ</p>
<p>- <strong>ปลาสิงโต</strong> ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 8.5 )<br />
เป็นปลาที่มีรูปร่างสวยงามมาก โดดเด่นและสะดุดตา ปลาสิงโตนี้มีหลายพันธุ์แตกต่าง<br />
กันไป ซึ่งเป็นปลาที่แปลกและหาได้ไม่ยาก</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อด</span>ี 1.เป็นปลาที่ค่อนข้างทนในหลายๆสภาวะแวดล้อม จัดว่าเลี้ยงง่าย<br />
2.เป็นปลาที่มีความสวยงามมากชนิดหนึ่ง           มีครีบที่ดูอลังการ<br />
3.มีราคาไม่สูงมากถ้าเทียบกับความสวยงามของมัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.เป็นปลาที่ไม่กินอาหารสำเร็จรูป ต้องเลี้ยงด้วยอาหารสด           ซึ่งให้เพียงไรทะเล<br />
อาจไม่เพียงพอ           อาจต้องให้กุ้งฝอย ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก<br />
2.ไม่สามารถเลี้ยงรวมกับกุ้ง           หรือ ปลาขนาดเล็กกว่าปากมันได้ เนื่องจากจะถูก<br />
กินเป็นอาหาร<br />
3.มีพิษที่ครีบ           ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงได้ถ้าเผลอไปโดน</p>
<p>- <strong>ปลาตระกูลแทงค</strong>์ ( ระดับความง่ายในการเลี้ยง           : 7 )<br />
เป็นปลาที่มีหลายพันธุ์ เช่น Blue tang ,Yellow tang ,Purple tang           เป็นต้น สำหรับ<br />
ปลาที่แนะนำสำหรับมือใหม่ได้แก่ Brown tang , Baby tang เป็นปลาที่กินเยอะและ<br />
ถ่ายของเสียเยอะ ชอบว่ายน้ำ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อดี</span> 1.เป็นปลาที่กินอาหารง่าย ทั้งอาหารสำเร็จรูป และ อาหารสด           นอกจากนี้ยังเป็นปลา<br />
ที่ชอบกินสาหร่ายหรือสามารถให้ผักกาดกินเป็นอาหารได้<br />
2.เป็นปลาที่นิสัยไม่ดุร้าย           สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆได้<br />
3.เป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม           สะดุดตา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว<br />
4.มีหลายราคา ตั้งแต่           ปานกลางไปจนถึงแพง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span> 1.เนื่องจากเป็นปลาที่กินมากและขับถ่ายของเสียมาก จึงจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงในตู้<br />
ที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น           ประกอบกับนิสัยที่ชอบว่ายน้ำไปมาของมันด้วย<br />
2.ตู้ที่เลี้ยงควรเป็นตู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า           3 &#8211; 6 เดือน เพื่อจะได้มีระบบที่เสถียร<br />
และสามารถรองรับของเสียที่เกิดขึ้นจากตัวปลาได้<br />
3.เป็นปลาที่เป็นจุดขาวง่ายมาก           ดังนั้นอุณหภูมิจะต้องเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/45/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปลาทะเลในแนวปะการัง</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/43</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/43#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:51:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[ในธรรมชาตินั้นปลาทะเลสวยงามส่วนมากมักจะอาศัยอยู่ในบริเวณแนวปะการัง ซึ่งเป็นบริเวณ ที่อุดมสมบูรณ์ ใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งแนวปะการังเหล่านี้จะมีการสร้าง โครงสร้างหินปูน และีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัยอยู่ แนวปะการังนั้นจัดเป็นระบบนิเวศน์ที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งปกคลุมพื้นที่ชายฝั่งของโลกถึง 15% สำหรับในประเทศไทยนั้นอาจแบ่งแนวปะการังชายฝั่ง ได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ กลุ่มปะการัง (Coral community) ซึ่งเ้ป็นบริเวณที่ปะการังอาศัยอยู่ ตามพื้นแข็งและไม่มีการสะสมตัวของหินปูนจนเกิดเป็นแนว และ แนวปะการัง (Coral reef) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสะสมของโครงร่างหินปูนหรือก้อนปะการังหลายร้อยหลายพันปีจนเกิด เป็นแนวปะการังในที่สุด ซึ่งสำหรับแนวปะการังนั้นอาจพบได้ตามบริเวณที่ต่อเนื่องไปกับ ชายหาดหรือไม่ก็ได้ และอาจพบได้ตามกองหินที่อยู่กลางทะเลและมีปะการังมาเกาะ นอกจากนี้เราอาจพบปะการังอ่อนและกัลปังหาซึ่งไม่มีการสร้างโครงร่างหินปูนขึ้นมาแต่มี การสร้างแกนภายในหรือแท่งขนาดเล็กเพื่อคงรูปร่างเท่านั้น สื่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแพร่พันธุ์ของ แนวปะการังนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถศึกษาเพื่อ นำมาประยุกค์ให้เข้ากันกับตู้ทะเลของเรา เพื่อให้ตู้ทะเลเรามีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับแนว ปะการังมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางเหมือนกัน ได้ 100% ก็ตาม เพื่อเป็นการลดความเครียด ของสิ่งมีชีวิตในตู้และเพิ่มสมดุลของตู้เราให้คล้าย ระบบนิเวศน์จริงๆอีกด้วย ซึ่งปัจจัยในการ ดำรงอยู่ของแนวปะการังทางสิ่งแวดล้อมได้แก่&#8230; - อุณหภูมิ ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังอยู่ในช่วง 18-28 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นช่วงอุณหภูมิสำหรับน่านน้ำทะเลในเขตร้อน ดังนั้นเราจึงพบแนวปะการังมากใน ทะเลเขตร้อนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพบได้ตั้งแต่ตอนใต้ของญี่ปุ่นจนถึงตอนใต้ของทวีปออสเตรเลีย ซึ่งประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในเขตที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในธรรมชาตินั้นปลาทะเลสวยงามส่วนมากมักจะอาศัยอยู่ในบริเวณแนวปะการัง       ซึ่งเป็นบริเวณ<br />
ที่อุดมสมบูรณ์ ใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งแนวปะการังเหล่านี้จะมีการสร้าง<br />
โครงสร้างหินปูน และีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัยอยู่</p>
<p>แนวปะการังนั้นจัดเป็นระบบนิเวศน์ที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก<br />
ซึ่งปกคลุมพื้นที่ชายฝั่งของโลกถึง 15% สำหรับในประเทศไทยนั้นอาจแบ่งแนวปะการังชายฝั่ง<br />
ได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ กลุ่มปะการัง (Coral community) ซึ่งเ้ป็นบริเวณที่ปะการังอาศัยอยู่<br />
ตามพื้นแข็งและไม่มีการสะสมตัวของหินปูนจนเกิดเป็นแนว และ แนวปะการัง (Coral       reef)<br />
ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสะสมของโครงร่างหินปูนหรือก้อนปะการังหลายร้อยหลายพันปีจนเกิด<br />
เป็นแนวปะการังในที่สุด ซึ่งสำหรับแนวปะการังนั้นอาจพบได้ตามบริเวณที่ต่อเนื่องไปกับ<br />
ชายหาดหรือไม่ก็ได้ และอาจพบได้ตามกองหินที่อยู่กลางทะเลและมีปะการังมาเกาะ<br />
นอกจากนี้เราอาจพบปะการังอ่อนและกัลปังหาซึ่งไม่มีการสร้างโครงร่างหินปูนขึ้นมาแต่มี<br />
การสร้างแกนภายในหรือแท่งขนาดเล็กเพื่อคงรูปร่างเท่านั้น</p>
<p>สื่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแพร่พันธุ์ของ<br />
แนวปะการังนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถศึกษาเพื่อ<br />
นำมาประยุกค์ให้เข้ากันกับตู้ทะเลของเรา<br />
เพื่อให้ตู้ทะเลเรามีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับแนว<br />
ปะการังมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางเหมือนกัน<br />
ได้ 100% ก็ตาม เพื่อเป็นการลดความเครียด<br />
ของสิ่งมีชีวิตในตู้และเพิ่มสมดุลของตู้เราให้คล้าย<br />
ระบบนิเวศน์จริงๆอีกด้วย ซึ่งปัจจัยในการ<br />
ดำรงอยู่ของแนวปะการังทางสิ่งแวดล้อมได้แก่&#8230;</p>
<p>- <strong>อุณหภูม</strong>ิ ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังอยู่ในช่วง       18-28 องศาเซลเซียส<br />
ซึ่งถือเป็นช่วงอุณหภูมิสำหรับน่านน้ำทะเลในเขตร้อน ดังนั้นเราจึงพบแนวปะการังมากใน<br />
ทะเลเขตร้อนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพบได้ตั้งแต่ตอนใต้ของญี่ปุ่นจนถึงตอนใต้ของทวีปออสเตรเลีย<br />
ซึ่งประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในเขตที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังด้วย</p>
<p>- <strong>แสง</strong> ปะการังถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์       แต่ในเนื้อเยื่อของปะการังประกอบไปด้วยสาหร่ายเซลล์เดียว<br />
Zooxanthellae ซึ่งจำเป็นต้องใช้แสงจัดในการสังเคราะห์แสง เราจึงพบแนวปะการังใน<br />
ธรรมชาติอยู่ในทะเลตื้นๆ หรือตามชายฝั่งที่มีความลึกไม่เกิน 10-20       เมตร และอาจลึกได้ถึง<br />
40-50 เมตร ซึ่งบริเวณที่มีแสงน้อย บริเวณน้ำขุ่นหรือลึกเกินไป ก็จะไม่พบแนวปะการัง<br />
นอกจากจะเป็นกลุ่มปะการังอ่่อน หรือ ปะการังจำพวกที่ไม่สังเคราะห์แสง</p>
<p>- <strong>ความเค็ม</strong> เราจะไม่พบปะการังในช่วงความเค็มต่ำๆเช่น       บริเวณปากแม่น้ำ แต่ก็อาจจะพบได้<br />
บ้าง ซึ่งก็จะมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ ซึ่งความเค็มทั่วไปที่เหมาะสมคือช่วง<br />
30-36 ส่วนพันส่วน สามารถปรับขึ้น &#8211; ลงได้ตามสภาวะต่างๆกันไป</p>
<p>- <strong>ตะกอน</strong> เป็นผลเสียอย่างมากต่อปะการัง       เพราะนอกจากจะทำให้น้ำขุ่นและแสงส่องลงไปได้<br />
น้อยแล้ว เศษตะกอนยังทับถมลงบนปะการัง ซึ่งต้องใช้พลังงานมากในการกำจัดตะกอน<br />
ออกไป นอกจากนี้ยังมีผลทำให้ปะการังขาดอาหารและอ๊อกซิเจน อาจอ่อนแอได้และ<br />
ตายในที่สุด เช่นแนวปะการังที่อ่าวบางเทา จ.ภูเก็ต ได้รับผลกระทบจากตะกอนเหมืองแร่<br />
จนตายเกือบหมด</p>
<p>- <strong>คลื่นและกระแสน้ำ</strong> ปะการังจำเป็นต้องอยู่ในที่ๆมีกระแสน้ำหมุนเวียนดี       เพื่อพัดพาอาหาร<br />
หรือแร่ธาตุมา และพัดพาของเสียต่างๆออกไป แต่ถ้ามีกระแสน้ำที่รุนแรงเกินไปก็<br />
เป็นอันตรายต่อปะการัง</p>
<p>- <strong>ธาตุอาหาร</strong> ปะการังต้องการแร่ธาตุอาหารในระดับที่เหมาะสม       ซึ่งในทะเลจริงนั้นเต็มไปด้วย<br />
แร่ธาตุมากมายหลายชนิดที่จำเป็น ซึ่งต่างกับในตู้ทะเลของเรา โดยที่ปะการังแต่ละชนิดก็<br />
ต้องการแร่ธาตุต่างชนิดกันออกไป เช่นพวกโครงแข็งก็ต้องการแคลเซียมเป็นหลัก       เป็นต้น<br />
อย่างไรก็ตามหากมีธาตุอาหารมากจนเกินไป สภาพแวดล้อมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป<br />
เช่น เกิดตะไคร่หรือสาหร่ายที่คุกคามแนวปะการัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/43/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการให้อาหารปลาทะเลสวยงาม</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/41</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/41#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:50:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารปลาทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[ในการเลี้ยงปลาทะเล ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ปลาทะเลเจริญเติบโต สีสันสดใสหรือไม่ ก็ คืออาหารนั้นเอง โดยนักเลี้ยงปลาทะเลส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจกันมากนัก มักจะมีความ เชื่อผิดๆ หรือทำตามคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่รู้จริง ต่อไปนี้คือเทคนิคในการให้อาหารปลาทะเลที่คุณๆ นักเลี้ยงปลาทะเลควรรู้เอาไว้บ้าง -จำนวนมื้อของปลาทะเล ปลาทะเลควรจะกินอาหารวันละ 1-2 มื้อเท่านั้น เพราะตามธรรมชาติของปลาทะเลนั้นจะหา อาหารเอง บางครั้งถึงหาไม่ได้ ก็ไม่ได้กินอะไรยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ จึงไม่จำเป็นที่ต้องให้ อาหารบ่อยๆ ให้บ้างๆไม่ให้บ้าง - ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ นักเลี้ยงปลาทะเลบางคน โดยเฉพาะมือใหม่จะมีความเชื่อว่าถ้าอยากให้ปลาทะเลตัวโตไวๆ สีสันสดใสจะต้องให้อาหารในปริมาณมากๆ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบผิดๆ เราควรจะให้อาหาร ในปริมาณพอเพียงกับปลาทะเลเท่านั้น ไม่ควรให้เยอะหรือบ่อยจนเกินไป เพราะอาหารที่เหลือ จะตกค้างอยู่ในตู้ อาจทำให้น้ำเสียหรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป โดยคุณอาจจะให้ อาหารแก่ปลาทะเลในปริมาณหนึ่งก่อน แล้วรอดูสักระยะถ้ามีอาหารเหลืออยู่ก็แปลว่าให้มาก เกินไป คราวต่อไปก็ลดปริมาณอาหารลงจนพอดี - ปลาทะเลบางชนิดชอบตอด ตามธรรมชาติของปลาทะเลบางชนิดนั้นชอบหากินตามแนวหินปะการังและพื้นทรายเพื่อจับ สัตว์น้ำตัวเล็กๆ กิน การให้อาหารปลาครั้งใหญ่ในคราวเดียว จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะ จะมีปลาทะเลบางประเภทที่จะค่อยๆ ตอดซากสัตว์หรืออาหารทีละนิดไปเรื่อยๆ ดังนั้นทางที่ ดีควรจะให้อาหารบ่อยๆ แต่ในปริมาณน้อยๆ ตามจำนวนและชนิดของปลาทะเลที่เลี้ยงด้วย - [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในการเลี้ยงปลาทะเล ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ปลาทะเลเจริญเติบโต สีสันสดใสหรือไม่ ก็<br />
คืออาหารนั้นเอง โดยนักเลี้ยงปลาทะเลส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจกันมากนัก มักจะมีความ<br />
เชื่อผิดๆ หรือทำตามคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่รู้จริง ต่อไปนี้คือเทคนิคในการให้อาหารปลาทะเลที่คุณๆ<br />
นักเลี้ยงปลาทะเลควรรู้เอาไว้บ้าง</p>
<p>-จำนวนมื้อของปลาทะเล<br />
ปลาทะเลควรจะกินอาหารวันละ 1-2 มื้อเท่านั้น เพราะตามธรรมชาติของปลาทะเลนั้นจะหา<br />
อาหารเอง บางครั้งถึงหาไม่ได้ ก็ไม่ได้กินอะไรยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ จึงไม่จำเป็นที่ต้องให้<br />
อาหารบ่อยๆ ให้บ้างๆไม่ให้บ้าง</p>
<p>- ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ<br />
นักเลี้ยงปลาทะเลบางคน โดยเฉพาะมือใหม่จะมีความเชื่อว่าถ้าอยากให้ปลาทะเลตัวโตไวๆ<br />
สีสันสดใสจะต้องให้อาหารในปริมาณมากๆ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบผิดๆ เราควรจะให้อาหาร<br />
ในปริมาณพอเพียงกับปลาทะเลเท่านั้น ไม่ควรให้เยอะหรือบ่อยจนเกินไป เพราะอาหารที่เหลือ<br />
จะตกค้างอยู่ในตู้ อาจทำให้น้ำเสียหรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป โดยคุณอาจจะให้<br />
อาหารแก่ปลาทะเลในปริมาณหนึ่งก่อน แล้วรอดูสักระยะถ้ามีอาหารเหลืออยู่ก็แปลว่าให้มาก<br />
เกินไป คราวต่อไปก็ลดปริมาณอาหารลงจนพอดี</p>
<p>- ปลาทะเลบางชนิดชอบตอด<br />
ตามธรรมชาติของปลาทะเลบางชนิดนั้นชอบหากินตามแนวหินปะการังและพื้นทรายเพื่อจับ<br />
สัตว์น้ำตัวเล็กๆ กิน การให้อาหารปลาครั้งใหญ่ในคราวเดียว จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะ<br />
จะมีปลาทะเลบางประเภทที่จะค่อยๆ ตอดซากสัตว์หรืออาหารทีละนิดไปเรื่อยๆ ดังนั้นทางที่<br />
ดีควรจะให้อาหารบ่อยๆ แต่ในปริมาณน้อยๆ ตามจำนวนและชนิดของปลาทะเลที่เลี้ยงด้วย</p>
<p>- การควบคุมเวลาในการให้อาหาร<br />
การให้อาหารปลาทะเลนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรจะฝึกปลาทะเลของเราให้กินอาหารเป็นเวลา ไม่<br />
ใช่กินพร่ำเพรื่อตลอดเวลา ควรมีเวลาที่แน่นอนในการให้อาหาร จะได้สะดวกกับคนเลี้ยงใน<br />
การให้อาหาร แต่ถ้ามื้อไหนให้อาหารไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กลับมาตอนไหนก็ให้ตอนนั้นหรือจะไม่<br />
ให้เลยก็ได้ไม่เป็นอะไร</p>
<p>- ควรให้ปลาทะเลออกกำลังกายบ้าง<br />
คือการให้อาหารสดแก่ปลาทะเลบ้างซึ่งจะทำให้ปลาทะเลแหวกว่ายไล่กินอาหารเป็นการออก<br />
กำลังแต่ปลาทะเลอีกทั้งคนเลี้ยงยังได้นั่งดูปลาทะเลแหวกว่าย สะบัดครีบโชว์ไล่กินอาหารอีก<br />
ด้วย เป็นความบันเทิงให้กับคนเลี้ยงอย่างหนึ่งด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/41/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดาวทะเล ความสวยงามใต้ท้องทะเล</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/39</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/39#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:48:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[ดาวทะเล ดาวทะเล (Seastars) มีรูปร่างคล้ายดาว คือมีแขนยื่นจากแผ่นกลางลำตัว ใต้แขน มีร่องและท่อซึ่งมีปุ่มดูดยื่นออกมาเป็นแถวใช้ในการเคลื่อนที่ ปากอยู่ตรงกลางลำตัวด้าน ล่าง ช่องขับถ่ายอยู่ทางด้านบน มีดาวทะเลบางชนิด เช่น ดาวมงกุฎหนาม ซึ่งมีสีสันฉูด ฉาดงดงาม แต่จะเป็นศัตรูตามธรรมชาติที่สำคัญของปะการัง เนื่องจากจะกินเนื้อเยื่อ ปะการัง ดาวทะเลส่วนใหญ่กินสัตว์เล็กๆ หรือหอยเป็นอาหาร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #006600;">ดาวทะเล</span></strong></p>
<p><img src="../../reef/images/seastars001.jpg" alt="" width="509" height="339" /></p>
<p>ดาวทะเล (Seastars) มีรูปร่างคล้ายดาว คือมีแขนยื่นจากแผ่นกลางลำตัว ใต้แขน<br />
มีร่องและท่อซึ่งมีปุ่มดูดยื่นออกมาเป็นแถวใช้ในการเคลื่อนที่ ปากอยู่ตรงกลางลำตัวด้าน<br />
ล่าง ช่องขับถ่ายอยู่ทางด้านบน มีดาวทะเลบางชนิด เช่น ดาวมงกุฎหนาม ซึ่งมีสีสันฉูด<br />
ฉาดงดงาม แต่จะเป็นศัตรูตามธรรมชาติที่สำคัญของปะการัง เนื่องจากจะกินเนื้อเยื่อ<br />
ปะการัง ดาวทะเลส่วนใหญ่กินสัตว์เล็กๆ หรือหอยเป็นอาหาร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/39/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดอกไม้ทะเล</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/37</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/37#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:43:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[ดอกไม้ทะเล (Sea anemone) จัดเป็นสัตว์อยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกับปะการังแข็งแต่พวก นี้ไม่สร้างโครงหินปูน บริเวณหนวดมีเซลล์เข็มพิษที่สามารถทิ่มแทงเหยื่อ เช่น ปลาให้เป็น อัมพาตเพื่อจับกินเป็นอาหาร ดอกไม้ทะเลบางชนิดมีปลาอาศัยอยู่ร่วมด้วย เป็นการอยู่ร่วม กันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเล โดยปลาการ์ตูนใช้ดอก ไม้ทะเลเป็นที่หลบภัยได้ เพราะปลาการ์ตูนมีเมือกพิเศษเคลือบผิวอยู่ทำให้เข็มพิษจากดอก ไม้ทะเลไม่เป็นอันตรายต่อมัน และดอกไม้ทะเลอาศัยปลาการ์ตูนเป็นเหยื่อล่อปลาชนิดอื่น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดอกไม้ทะเล (Sea anemone) จัดเป็นสัตว์อยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกับปะการังแข็งแต่พวก<br />
นี้ไม่สร้างโครงหินปูน บริเวณหนวดมีเซลล์เข็มพิษที่สามารถทิ่มแทงเหยื่อ เช่น ปลาให้เป็น<br />
อัมพาตเพื่อจับกินเป็นอาหาร ดอกไม้ทะเลบางชนิดมีปลาอาศัยอยู่ร่วมด้วย เป็นการอยู่ร่วม<br />
กันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเล โดยปลาการ์ตูนใช้ดอก<br />
ไม้ทะเลเป็นที่หลบภัยได้ เพราะปลาการ์ตูนมีเมือกพิเศษเคลือบผิวอยู่ทำให้เข็มพิษจากดอก<br />
ไม้ทะเลไม่เป็นอันตรายต่อมัน และดอกไม้ทะเลอาศัยปลาการ์ตูนเป็นเหยื่อล่อปลาชนิดอื่น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/37/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแนะนำการเลี้ยงปลาทะเล</title>
		<link>http://www.tomyfarm.com/library/archives/35</link>
		<comments>http://www.tomyfarm.com/library/archives/35#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 04:41:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tomyfarm.com/library/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้ -เลือกซื้อปลาทะเลใหม่ ควรเลือกปลาทะเลที่มีสีสันสดใส ครีบสมบูรณ์ไม่แหว่งหรือขาด ร่าเริง ว่ายน้ำตลอดเวลา ไม่เซื่องซึมหรือหลบตามมุมตู้ ยกเว้นปลาทะเลบางชนิดก็ชอบอยู่ตามก้นตู้หรือซอกปะการัง -ก่อนนำปลาทะเลลงตู้ ควรจะทำการปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงปลาทะเลที่เพิ่งซื้อให้เท่ากับตู้ปลาทะเลก่อน โดยนำ ถุงปลาทะเลมาแช่ไว้ในตู้ปลาทะเล โดยก่อนที่จะทำการแช่ถุงควรจะล้างถุงให้สะอาดก่อน แล้วทำการแช่ถุงในตู้ปลาทะเลสักระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยนำปลาทะเลออกมาใส่ในตู้ -การนำปลาทะเลลงตู้ ในการซื้อปลาทะเลมาใหม่ควรจะมีตะแกรงหรือกล่องพลาสติกใสที่เจาะรูไว้เพื่อใส่ปลาทะเล หลังจากได้ปรับอุณหภูมิให้เท่ากันแล้ว โดยนำปลาทะเลมาใส่ไว้ในตะแกรงซักพักหนึ่ง ก่อนปล่อยปลาทะเลลงตู้เพื่อให้ปลาทะเลได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ -การให้อาหารปลาทะเล ก่อนให้ไรทะเลแก่ปลาควรจะทำการล้างด้วยน้ำก่อนที่จะให้ปลาทะเลกิน -ชนิดของอาหาร ควรจะเปลี่ยนอาหารให้ปลาทะเลไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ปลาทะเลไม่เบื่อและได้คุณค่าทาง สารอาหารครบถ้วนด้วย แต่ไม่ต้องบ่อยมากนัก -การให้ไข่สัตว์แก่ปลาทะเลเป็นอาหาร จะทำให้ปลาทะเลมีสีสนสดใส แต่ควรให้ในปริมาณน้อยๆ เพราะไข่สัตว์นั้นย่อยยาก อาจทำ ให้ปลาท้องอืดได้ -อุณหภูมิของน้ำในตู้ปลาทะเล ควรมีเครื่องทำความเย็นเอาไว้ประจำตามตู้ เพราะตามธรรมชาติน้ำทะเลจะมีอุณหภูมิไม่สูง ประมาณ 25-28 องศาเซลเซียส ถ้าน้ำร้อนหรือเย็นเกินไปจะทำให้สัตว์น้ำทะเลและปะการัง ตายได้ -แสงในตู้ปลาทะเล ควรเปิดไฟในเวลากลางวันและปิดในเวลากลางคืนเพื่อให้ปลาทะเลได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง -หลอดไฟในตู้ปลาทะเล ควรจะใช้หลอดไฟเป็น actinicbluelight, daylight, trichromaticlightหรือ metalhalide ในตู้ปลา ทะเลที่มีปะการัง เพราะปะการังจะใช้แสงจากหลอดไฟในการสังเคราะห์แสงทำให้มีการ เจริญเติบโต -ปั้มน้ำ ควรจะมีไว้ตามตู้เพื่อทำให้เกิดน้ำเคลื่อนไหว หมุนเวียนเหมือนมีคลื่นตามท้องทะเล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้</strong></p>
<p>-เลือกซื้อปลาทะเลใหม่<br />
ควรเลือกปลาทะเลที่มีสีสันสดใส ครีบสมบูรณ์ไม่แหว่งหรือขาด ร่าเริง ว่ายน้ำตลอดเวลา<br />
ไม่เซื่องซึมหรือหลบตามมุมตู้ ยกเว้นปลาทะเลบางชนิดก็ชอบอยู่ตามก้นตู้หรือซอกปะการัง</p>
<p>-ก่อนนำปลาทะเลลงตู้<br />
ควรจะทำการปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงปลาทะเลที่เพิ่งซื้อให้เท่ากับตู้ปลาทะเลก่อน โดยนำ<br />
ถุงปลาทะเลมาแช่ไว้ในตู้ปลาทะเล โดยก่อนที่จะทำการแช่ถุงควรจะล้างถุงให้สะอาดก่อน<br />
แล้วทำการแช่ถุงในตู้ปลาทะเลสักระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยนำปลาทะเลออกมาใส่ในตู้</p>
<p>-การนำปลาทะเลลงตู้<br />
ในการซื้อปลาทะเลมาใหม่ควรจะมีตะแกรงหรือกล่องพลาสติกใสที่เจาะรูไว้เพื่อใส่ปลาทะเล<br />
หลังจากได้ปรับอุณหภูมิให้เท่ากันแล้ว โดยนำปลาทะเลมาใส่ไว้ในตะแกรงซักพักหนึ่ง ก่อนปล่อยปลาทะเลลงตู้เพื่อให้ปลาทะเลได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-559" title="ploypla" src="http://www.tomyfarm.com/library/wp-content/uploads/2009/09/ploypla.jpg" alt="ploypla" width="400" height="123" /></p>
<p>-การให้อาหารปลาทะเล<br />
ก่อนให้ไรทะเลแก่ปลาควรจะทำการล้างด้วยน้ำก่อนที่จะให้ปลาทะเลกิน</p>
<p>-ชนิดของอาหาร<br />
ควรจะเปลี่ยนอาหารให้ปลาทะเลไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ปลาทะเลไม่เบื่อและได้คุณค่าทาง<br />
สารอาหารครบถ้วนด้วย แต่ไม่ต้องบ่อยมากนัก</p>
<p>-การให้ไข่สัตว์แก่ปลาทะเลเป็นอาหาร<br />
จะทำให้ปลาทะเลมีสีสนสดใส แต่ควรให้ในปริมาณน้อยๆ เพราะไข่สัตว์นั้นย่อยยาก อาจทำ<br />
ให้ปลาท้องอืดได้</p>
<p>-อุณหภูมิของน้ำในตู้ปลาทะเล<br />
ควรมีเครื่องทำความเย็นเอาไว้ประจำตามตู้ เพราะตามธรรมชาติน้ำทะเลจะมีอุณหภูมิไม่สูง<br />
ประมาณ 25-28 องศาเซลเซียส ถ้าน้ำร้อนหรือเย็นเกินไปจะทำให้สัตว์น้ำทะเลและปะการัง<br />
ตายได้</p>
<p>-แสงในตู้ปลาทะเล<br />
ควรเปิดไฟในเวลากลางวันและปิดในเวลากลางคืนเพื่อให้ปลาทะเลได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง</p>
<p>-หลอดไฟในตู้ปลาทะเล<br />
ควรจะใช้หลอดไฟเป็น actinicbluelight, daylight, trichromaticlightหรือ metalhalide ในตู้ปลา<br />
ทะเลที่มีปะการัง เพราะปะการังจะใช้แสงจากหลอดไฟในการสังเคราะห์แสงทำให้มีการ<br />
เจริญเติบโต</p>
<p>-ปั้มน้ำ<br />
ควรจะมีไว้ตามตู้เพื่อทำให้เกิดน้ำเคลื่อนไหว หมุนเวียนเหมือนมีคลื่นตามท้องทะเล</p>
<p>-ปั้มออกซิเจน<br />
ควรจะมีปั้มออกซิเจนแบบใช้ถ่านประจำไว้ตามตู้ปลาทะเล เพื่อว่าหากไฟดับจะได้ใช้ปั้มนี้ให้<br />
ออกซิเจนแก่ปลาทะเลแทน เป็นการป้องกันปลาขาดออกซิเจนแล้วตายได้</p>
<p>-เมื่อปลาเป็นโรค<br />
ควรจะนำปลาที่เป็นโรคแยกออกจากตู้ไปไว้อีกตู้หนึ่งก่อน เพื่อป้องกันปลาทะเลตัวอื่นติดโรค<br />
ด้วย แล้วทำการรักษาจนหายดี จึงนำกลับลงตู้ตามเดิม</p>
<p>-pH ของน้ำ<br />
ควรระวังไม่ให้น้ำมี pH มากหรือน้อยเกินไป เพราะอาจทำให้สิ่งมีชีวิตในตู้ตายได้ pH ที่เหมาะ<br />
สมในตู้ควรอยู่ระหว่าง 7.9-8.5</p>
<p>-น้ำเค็มที่ใช้เลี้ยง<br />
ถ้าให้ดีควรใช้น้ำทะเลจริงๆ จะดีกว่าใช้น้ำเค็มวิทยาศาสตร์ เพราะจะให้สภาพแวดล้อมทาง<br />
ธรรมชาติเหมือนเดิมมากกว่า โดยน้ำทะเลควรจะมีความหนาแน่นของน้ำหรือความถ่วง<br />
จำเพาะ ประมาณ 1.022-1.024 โดยใช้ hydrometer ในการวัด</p>
<p>-ขนาดของตู้ปลาทะเล<br />
ถ้าตู้ปลามีขนาดใหญ่จะทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้น้อยกว่า และสามารถควบคุมได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีที่ให้ปลาทะเลได้แหวกว่ายกันอีกด้วย</p>
<p>-ตำแหน่งของตู้ปลาทะเล<br />
ควรวางตู้ปลาไว้ในที่โล่งหน่อย ไม่ควรจะชิดผนังมากนัก เพื่อที่เราจะได้จัดตู้ได้สะดวกขึ้น และไม่ควรวางในที่แสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้อุณหภูมิของตู้ปลาเปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>-ที่วางตู้ปลา<br />
ขาตั้งของตู้ปลาควรจะทำจากไม้ หรือวัสดุอื่นที่ไม่ใช้เหล็ก เพราะจะได้ไม่เกิดสนิม และเพื่อ<br />
ความคงทนถาวร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tomyfarm.com/library/archives/35/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

