ผู้เขียน หัวข้อ: อาหาร สัตว์เลี้ยง ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง  (อ่าน 530 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Koh

  • บุคคลทั่วไป


รู้และเข้าใจอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง
      “You are what you eat” ประโยคนี้มีนัยว่า สุขภาพจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่บริโภคเข้าไปนั่นเอง  นับเป็นแนวคิดประการสำคัญหนึ่งในช่วงเวลาที่มนุษย์เราหันมาเอาใจใส่สุขภาพ กันมากขึ้น
จะว่าไปมนุษย์เราก็ไม่รักแต่สุขภาพของตนเองเท่านั้น หลายๆ ท่านยังตระหนักถึงสุขภาพของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ตัวด้วย เช่น พาสุนัขหรือแมวไปให้คุณหมอตรวจสุขภาพเป็นประจำ ใส่ใจยามหมาแมวเจ็บป่วย  หาแต่หลายท่านคิดว่า เพียงเท่านี้สัตว์เลี้ยงก็มีสุขภาพดีได้  เท่านั้นอาจยังไม่พอ เพราะยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพของสัตว์ เลี้ยงโดยตรง แต่บางท่านขาดความใส่ใจ หรือใส่ใจแต่ยังไม่ถูกต้อง ได้แก่ เรื่องอาหาร  เพราะคงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สิ่งที่เพื่อนรักสี่ขาของเรากินเข้าไปอย่างไรนั้น ย่อมแสดงผลสะท้อนออกมาทางร่างกายเช่นกัน
      ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งนั่นเอง  ทาง Pegang  จึงได้ใฝ่คว้าหาความรู้มาฝากท่าน
ผู้ เลี้ยงสัตว์ จากการซักถามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยง  ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สัตวแพทย์หญิง ดร.อุตรา  จามีกร ท่านยังเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์  คิดว่าผู้อ่าน Pegang น่าจะคุ้นเคยกับท่านนี้เป็นอย่างดี  เพราะพบกันในคอลัมน์ Food court อยู่เป็นประจำ  หากแต่ใน Pegang ฉบับนี้ คุณหมออุตราได้มาให้สัมภาษณ์เพื่อไขความกระจ่างและสร้างความเข้าใจกับปัญหา ที่ยังคาใจในเรื่องอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง
      Petgang : อยากให้อาจารย์ให้ภาพของการให้อาหารสุนัขและแมวในบ้านเรา ซึ่งมีทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารปรุงเอง ว่ามีลักษณะการใช้ในทิศทางใด ?
      ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา : มีข้อสังเกตว่า แต่เดิมเราชอบให้อาหารแมวเป็นข้าวคลุกปลาทู หรือว่าซื้อเศษเนื้อมาปรุงเองสำหรับเป็นอาหารให้สุนัข   แต่ตอนนี้อาจเป็นเพราะด้วยความที่ต้องทำมาหากินกันตัวเป็นเกลียวทำให้มีเวลา น้อยลง ผู้เลี้ยงหลายๆ ท่านเริ่มให้อาหารสำเร็จรูปกันมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายประเภทด้วยกัน และมีหลายระดับให้ผู้เลี้ยงได้เลือกใช้
Petgang : มีผู้เลี้ยงหลายท่านข้องใจว่า อาหารทำเองกับอาหารสำเร็จรูป แบบใดดีกว่ากัน ?
ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา : ถ้าจะให้ตอบว่าอันไหนดีกว่ากันคงตอบยาก เพราะอย่างที่บอกว่าอาหารสำเร็จรูปก็มีหลาย
บริษัท มีหลายยี่ห้อ  มีการผลิตและมีมาตรฐานสูงต่ำมากน้อยต่างกัน ซึ่งขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์เข้ามาควบคุมการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ที่ค่อนข้าง ที่จะเข้มงวดมากกว่าแต่ก่อน  ถึงแม้ว่าไม่สามารถเทียบเท่าได้กับในต่างประเทศก็ตาม
อาจจะมีการเทียบกันว่า อาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศบางยี่ห้ออาจจะมีคุณภาพดีกว่าอาหารที่ผลิตจากเมืองไทย แต่
ต้องเข้าใจด้วยว่า ในต่างประเทศได้ผลิตสำหรับใช้กับประเทศหรือสัตว์เลี้ยงในสภาพแวดล้อมของเค้า ซึ่งแตกต่างจากในบ้านเรา
Petgang : หมายความว่า การเลือกอาหารให้สัตว์เลี้ยงต้องเลือกให้ตรงกับสภาวะแวดล้อมที่สัตว์อยู่ด้วยใช่หรือไม่ ?
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : ต้องดูด้วย เพราะถ้าในประเทศที่เป็นเมืองหนาว  สุนัขอาจจะต้องการในเรื่องของพลังงานหรือไขมันสูงกว่าบ้านเราที่มีอากาศร้อน ตั้ง 10 เดือน ตรงนี้เป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งต้องคำนึงถึง แต่ไม่ถึงกับว่าใช้อาหารนำเข้าไม่ได้  เพียงแต่ถ้าจะใช้อาจจะต้องมีการปรับปริมาณในการให้สัตว์กินในแต่ละมื้อ เพราะว่าของสัตว์เลี้ยงในบ้านเราไม่จำเป็นที่ต้องใช้บางส่วนเพื่อการปรับ อุณหภูมิในร่างกาย
 ทีนี้มาดูกันถึงเรื่องอาหารสดที่ผู้เลี้ยงปรุงเองที่บ้าน  ฟังดูก็น่าจะดีกว่า เพราะปรุงขึ้นเองใหม่ๆ สดๆ
แต่ ต้องไม่ลืมว่า คุณภาพของอาหารขึ้นอยู่กับผู้ปรุงด้วยว่า มีความรู้ทางด้านโภชนาการบ้างหรือเปล่า  เพราะถ้าให้สัตว์กินแค่ข้าวใส่เนื้อต้มให้กินทุกวันๆ โดยที่ไม่มีใช้วัตถุดิบอย่างอื่นเพิ่มเติม โอกาสที่สัตว์ขาดแร่ธาตุหรือขาดวิตามินอย่างอื่นก็มีมากเช่นเดียวกัน  ยิ่งหนักกว่าการให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารเม็ดอีกซึ่งตรงนี้เป็นการขาดสารอาหาร บางตัว
ถ้าแม่บ้านหรือผู้ปรุงอาหารไม่มีการแต่งเติมในเรื่องของวิตามิน หรือสารอาหารอื่นๆ  ในขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าการให้อาหารสำเร็จรูปก็มีปัญหาเยอะมากเหมือนกัน  เพราะสารที่รักษาคุณภาพอาหารอย่างนี้ มีหลายตัวเลยที่เป็นก่อมะเร็งซึ่งบริษัทผู้ผลิตเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงตรง นี้ได้ โดยจำเป็นต้องใช้ แต่จะมีกฎหมายควบคุมอยู่  ว่าใช้ได้แต่ปริมาณไม่เยอะ เท่านี้ๆ นะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารสดมันก็มีข้อดีข้อเสียแตก ต่างกันไป
จะตัดสินว่าแบบใดดีกว่านั้น ไม่สามารถตัดสินได้ เพราะขึ้นกับปัจจัยอย่างที่กล่าวไว้
Petgang : เมื่อการใช้อาหารสำเร็จรูปกับอาหารปรุงเอง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน   ผู้บริโภคจะมีแนวการตัดสินใจอย่างไร
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : ต้องดูว่า เค้าเป็นแม่บ้านหรือพ่อบ้านประเภทไหน มีเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงของตนมากน้อยเพียงใด หากเลือกใช้อาหารสัตว์เลี้ยงแบบสำเร็จรูปก็อย่างที่บอกว่า ในปัจจุบันได้มีการควบคุมจากกรมปศุสัตว์ในระดับหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าในอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้อย่างสมบูรณ์  เพราะว่าไม่มีอำนาจที่เพียงพอ
แต่อาหารสำเร็จรูปโดยเฉลี่ยที่มีวางขายอยู่ในปัจจุบันนั้นถือว่าได้มาตรฐานระดับหนึ่ง 
      สำหรับข้อเสียของอาหารแห้งหรืออาหารสำเร็จรูปอย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่ไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือที่ไหนก็ตามแต่ แบรนด์ใดก็ตามที่เขียนว่ารสตับ  รสเนื้อ รสไก่ รสปลา บางครั้งอาจจะไม่มีตับผสมอยู่ในอาหารเลยก็ได้  หากแต่เป็นการแต่งกลิ่น อันนี้ต้องยอมรับว่า อาหารสำเร็จรูปมันมีข้อด้อยตรงที่ว่ามันมีความหลากหลายมากเกินไปและเราไม่ รู้ว่าขบวนการผลิตหรือจรรยาบรรณของบริษัทผู้ผลิตมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า มากน้อยขนาดไหน  เพราะว่าสูตรอาหารที่ใช้ในการผลิตมันขึ้นอยู่กับราคาของวัตถุดิบที่มี จำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด ณ วันนั้น บางครั้งอาจจะมีการปรับสูง เพราะเวลาที่เค้าขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์   สังเกตว่า มีการใช้คำว่า “และ/ หรือ” ซึ่งจะมีใบรับรองคุณภาพของวัตถุดิบแต่ละตัวที่ใช้  ทีนี้มันเป็นข้อเปิดตรงที่ว่าการใช้คำว่า “และ/หรือ” นั่นและ   เพราะฉะนั้นถ้าช่วงใดวัตถุดิบตัวหนึ่งสูงมาก  อาจจะใช้คำว่า “หรือ”  มันอาจจะทำให้อาหารชุดนี้กับอีกชุดหนึ่งไม่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ทำอย่างไรผู้บริโภคก็จะไม่สามารถทราบได้เลย  เพราะว่าอาหารจะออกมาหน้าตาเหมือนๆ เดิม นอกจากผู้บริโภคจะสังเกตอย่างใกล้ชิดจริงๆ อย่างผู้บริโภคบางคนอาจจะแกะออกมาแล้วชิมเลย ก็จะรู้ว่าอาหารชุดนี้รสชาติแปลกๆ นะ อันนี้คือข้อบกพร่องของอาหารสำเร็จรูป แต่อีกอันหนึ่งเฉพาะอาหารแห้งบางครั้งถ้าเราเก็บไม่ถูกต้องหรือละเลยก็จะทำ ให้อาหารเสื่อมคุณภาพลงไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคอาจจะต้องระมัดระวัง เพราะบางคนขี้เกียจซื้อมาบ่อยๆ ซื้อทีเดียว 20 กิโลกรัม  กินได้เดือนเดียว  ขอบอกว่าคุณค่าของสารอาหารในวันแรกที่เปิดถุงกับวันที่ 30 ที่เปิดถุงต่างกันในระดับหนึ่งหากเราเก็บรักษาไม่ดี
      หากผู้เลี้ยงมีเวลาที่จะทำอาหารให้สัตว์เลี้ยงเองได้ และสามารถปรุงแต่งอาหารให้มีสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ ขอแนะนำว่าให้ปรุงอาหารเอง  เพราะสัตว์เลี้ยงจะได้กินอาหารใหม่ๆ สดๆ
Petgang  :  สรุปว่า ถ้ามีเวลาก็ให้ทำอาหารให้สัตว์เลี้ยงกินเอง ถ้าไม่มีเวลาก็ให้สัตว์กินอาหารเม็ด  อย่างนี้ได้หรือไม่ ?
ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา : แนะนำอย่างนั้นไม่ได้เช่นกัน เพราะว่าสุนัขบางตัวระบบทางเดินอาหารค่อนข้างอ่อนไหว
กล่าว คือในสัตว์ไม่ได้กินอะไรที่หลากหลายเหมือนอย่างในมนุษย์เรา  นอกจากเราจะสร้างนิสัยของเค้าเอง แต่โดยธรรมชาติแล้ว  สัตว์เลี้ยงสามารถติดกับอาหารเพียงชนิดเดียวได้โดยที่เค้าไม่รู้สึกเบื่อ หน่าย แต่จะเป็นเจ้าของสัตว์ที่ฝึกนิสัยให้สัตว์มีตัวเลือกว่าวันนี้ให้กินอัน นี้   ยิ่งเจ้าของสัตว์ที่รักเค้ามากยิ่งจะสร้างนิสัยพวกนี้ให้กับสัตว์  วันนี้กินอาหารแห้ง พรุ่งนี้กินอาหารสด อาจจะทำให้ระบบทางเดินอาหารของสัตว์ต้องคอยปรับตัว แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็เหมือนคนถ้าฝึกตั้งแต่แรกๆ เค้าก็อยู่ได้ไม่ท้องเสีย  แต่ถ้าเค้ากินอาหารแห้งมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแล้ว  พอเค้ามาอ่านตรงนี้สลับเอาอาหารสดให้กินสุนัขของเค้าอาจจะท้องเสีย หรืออาจจะไม่กลับไปกินอาหารแห้งอีกเลย คือสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงกันอยู่อย่างใกล้ชิด  ผู้เลี้ยงจะรู้ว่าแต่ละตัวจะมีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป.แล้วไม่สามารถหา บรรทัดฐานได้เหมือนกับคน อย่างนิสัยเด็กลูก 5 คนเลี้ยงมาเหมือนๆกัน แต่นิสัยของเค้าก็ไม่เหมือนกัน สัตว์เลี้ยงก็เหมือนกัน
Petgang : อาหารรำเร็จรูปที่เห็นวางจำหน่ายตามท้องตลาดซึ่งมีมากมายเหลือเกิน  มีการแบ่งกันอย่างไร ?
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา  การแบ่งอาหารสำเร็จรูปนั้นมีการจำแนกตามปริมาณของน้ำ หรือปริมาณความชื้นที่อยู่ในอาหารเป็นสำคัญ จะได้เป็นอาหารแห้งหรืออาหารเม็ด หรืออาหารกระป๋องหรืออาหารเปียก แล้วมีอาหารกึ่งเปียก
ถ้าเป็นในเมืองนอกมีเป็นพวกเกรวี่ด้วย หรืออันนี้จะเป็นการจัดโดยจำแนกจากปริมาณน้ำ
      การจำแนกอีกแบบหนึ่งคือ แบ่งตามคุณภาพ อาจจะเรียกว่าจัดตามคุณภาพของวัตถุดิบในการผลิต
โดย จะมีระดับ Economy เกรดหรือว่าชุดประหยัดซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป และอีกระดับจัดเป็นระดับสูงขึ้นมา เรียกว่า Premium หรือพรีเมียมเกรด ซึ่งมีราคาสูงกว่าแบบแรก  โดยจะมีการคำนวณตามความเหมาะสมของสุนัขในแต่ละช่วงวัยและใช้วัตถุดิบซึ่ง เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า แล้วก็ยังมีอีกระดับหนึ่งที่เป็น Super Premium ซึ่งเติมสารอาหารบางอย่างลงไปเพื่อสนองวัตถุประสงค์บางประการ  ตรงนี้แล้วแต่ว่าผู้ผลิตผลิตมาเพื่อหวังผลในเชิงใด  ตรงนี้แล้วแต่ว่าเค้าผลิตมาเพื่อหวังผลในเชิงไหน ซึ่งก็จะแบ่งเป็น2 เชิง
      หากเป็นในเชิงของผู้บริโภคเองแล้วก็จะแบ่งกันในลักษณะของปริมาณความชื้นจะ ฟังดูง่ายกว่า อย่างที่บอกคือถ้าอาหารแบ่งตามความชื้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดไม่ว่าจะ เป็นบ้านเราหรือต่างประเทศก็จะเป็นอาหารเม็ดหรืออาหารแห้ง อันนี้จะเป็นอาหารที่มาจากกระบวนการที่เค้าเรียกว่า กระบวนการเอ็กซ์ทูชั่น ไม่ใช่เป็นการเอาทุกอย่างมาอัดเม็ดเหมือนอาหารสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ แต่จะเป็นโพรเซ็สของการใช้ความร้อนและความดันทำให้อาหารสุก เสร็จแล้วอาศัยการใช้หัวอัดมาอัด แล้วพอเจ้าเม็ดนี้หลุดมาจากเครื่องจักร เค้าเรียกว่าตัวดรายพอมันเจออากาศแล้วมันจะพองตัว ซึ่งจะทำให้อาหารพวกนี้มีความชื้นต่ำ และเก็บได้นาน อันนี้นิยมใช้กันมากที่สุด
      ส่วนอาหารกระป๋องที่ใช้ในบ้านเราได้รับความนิยมพอสมควร เพราะว่าข้อดีของอาหารกระป๋องก็คือมีความน่ากินสูง ส่วนอีกชนิดหนึ่งก็คือ อาหารกึ่งเปียก ซึ่งในบ้านเรายังไม่ค่อยมีการผลิต หรือไม่ค่อยมีใครจับตลาดนี้มากนัก อาจจะเนื่องมาจากมันอยู่กึ่งๆ คือ ความน่ากินก็ไม่สูงมากเหมือนอาหารกระป๋อง ในขณะเดียวกันจะใช้เหมือนอาหารแห้งแต่ก็มีความชื้นสูงซึ่งอาจจะดูแลเก็บ รักษายาก และต้องระมัดระวังมากกว่าอาหารแห้งจริงๆ  อีกประเภทหนึ่งคือพวกอาหารว่างหรือสแน็ค มีอยู่มากในท้องตลาดเช่นเดียวกัน
Petgang :  ประเด็นหนึ่งที่มีผู้ข้องใจมากคือ ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าปรกติ จะทำให้สัตว์หิวน้ำกว่าจริงหรือไม่ ?
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : ปรกติปริมาณเกลือที่เราพูดถึงคือโซเดียมคลอไรด์  ถามว่าเค็มไหม ไม่อยากท้า แต่อยากให้เจ้าของลองชิมดู    แล้วจะพบว่าไม่มีรสชาติเค็มอยู่ในอาหารของสัตว์เลย คือปริมาณที่เราใช้กันอยู่ต่ำมากอยู่แล้วค่ะ
Petgang :  สงสัยต่อว่าใส่โซเดียมคลอไรด์ช่วยให้หมากินอาหารเยอะขึ้น จริงหรือไม่ ?
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : ขอตอบว่าส่วนหนึ่งที่ใส่ เพราะว่า  ประการแรก  เป็นเรื่องปรกติของสัตว์ร่างกายต้องการเกลือ แต่ปริมาณที่ผู้ผลิตใส่ก็ไม่ได้สูงมากถึงกับเป็นการถนอมอาหาร   อีกประเด็นหนึ่งถามว่าใส่เค็มเพื่อให้สัตว์กินนั้น
ต้องเข้าใจว่า ทั้งสุนัขและทั้งแมวเป็นสัตว์ซึ่งกระตุ้นความอยากอาหารได้โดยกลิ่นไม่ใช่โดย รสชาติ  เพราะฉะนั้นการใส่เกลือไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้สัตว์กินอาหารมากยิ่งขึ้น  ถ้าจะมีการกระตุ้น เค้าน่าจะใช้กลิ่นอย่างเช่นรสหวานมากกว่าอาจจะทำให้สัตว์ติดใจ เพราะตุ่มรับรสของสัตว์ที่มีเยอะที่สุดก็คือรสหวาน
Petgang :   ขอถามประเด็นสำคัญในเรื่องอาหาร คืออาหารเป็นพิษ คืออะไร  ?
ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา :  คำว่า Food poisoning  คือการที่สัตว์กินอาหารเข้าไปแล้ว เกิดอาการถ่ายเหลว นี่คือคำทั่วๆ ไป
ที่ ใช้กับ Food poisoning  คือกินเข้าไปแล้วอาหารไม่ย่อย  และขณะนั้นมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการถ่ายเหลว หรืออย่างที่บอกจากการเปลี่ยนชนิดของอาหารทำให้ระบบทางเดินของสัตว์ปรับตัว ไม่ทันก็ทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้
Petgang :  สังเกตดูที่การถ่ายเหลวเป็นสำคัญหรือ ?
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : สำหรับสัตว์เลี้ยงในการที่จะดูความผิดปรกติของสัตว์เลี้ยงนั้น ด้วยความที่สัตว์ไม่สามารถบอกเราได้เลยว่า วันนี้ฉันกินอันนี้ไปแล้วฉันท้องอืดนะ ท้องแน่นนะเจ้านาย  ตรงนี้เจ้าของสัตว์ต้องสังเกตอาการของสัตว์ง่ายๆ ก็คือถ่ายเหลว หรือมีการอาเจียน ซึ่งจะออกมาแค่ 2 อย่างเท่านั้น อย่างอาการอาเจียนก็ไม่ได้บ่งว่าเกิดจากอาหารเสมอไป บางครั้งระบบการทำงานอื่นๆ ก็อาจจะทำให้สัตว์ผิดปรกติก็เป็นได้
Petgang :  ถามต่ออีกนิดหนึ่ง อาการถ่ายเหลวที่เกิดจากการกินอาหารนั้นมีอาการปรากฏอย่างไรได้บ้าง และสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง
ผศ.สพ. ญ.ดร.อุตรา : ถ้าจะจำแนกให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ก็คือ สาเหตุการให้อาหารสัตว์กินมากเกินไปอาจจะทำให้สัตว์ถ่ายเหลวได้ เนื่องจากการกินมากเกินไปทำให้สัตว์ไม่สามารถย่อยได้ หรือสัตว์อาจจะย่อยไม่ทันจึงถ่ายเหลว หรือว่าเจ้าของเปลี่ยนอาหารให้มีความหลากหลายมากเกินไป ระบบทางเดินอาหารของสัตว์ปรับตัวไม่ทัน อย่างที่บอกว่าสุนัขไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอาหารมากนัก เค้าสามารถกินอาหารแบบเดียวได้เป็นระยะเวลานาน  การที่เจ้าของเปลี่ยนอาหารบ่อยๆ อาจจะเป็นปัญหาให้สัตว์ถ่ายเหลวได้  พวกนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการถ่ายที่มีเนื้ออุจจาระปะปนมาในลักษณะถ่ายเหลว คือไม่สามารถจับตัวเป็นก้อนได้  หรือว่านิ่มกว่าปรกติ
      มีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการถ่ายเหลว คือการที่สัตว์กินอาหารที่มีการปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือว่าจะเป็นเชื้อราซึ่งมีการสร้างสารพิษอยู่ หรือการไปกินอาหารที่บูดเสียทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้ ทีนี้อาการตรงนี้ค่อนข้างจะรุนแรงคือแล้วแต่ปริมาณเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อ ราที่มีอยู่ ว่าสัตว์มีการแสดงอาการถ่ายเหลวแบบรุนแรงคือถ่ายเป็นน้ำอย่างเดียวพุ่งพรวด ออกมาเลย หรือว่าแค่ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีเนื้ออุจจาระปนอยู่ หรือว่าในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง มีการสร้างสารพิษออกมาเยอะมาก แล้วก็ไปทำลายผนังเซลล์ตรงนี้ การถ่ายเหลวก็จะเป็นเลือดคือถ่ายแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย ตรงนี้มันขึ้นกับชนิดของเชื้อและปริมาณของเชื้อแล้วก็สภาพของสัตว์เลี้ยงที่ ได้รับเชื้อเข้าไปมันจะมีผลให้อาการที่แสดงออก มีความรุนแรงแตกต่างกันออกไปได้  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นชนิดเดียวกัน
Petgang :  สมมุติว่ารู้ว่าสาเหตุของการที่สัตว์ถ่ายเหลวเกิดจากการกินอาหารเข้าไปแล้ว เราเปลี่ยนอาหารจากการที่กินไปเมื่อวานนี้เป็นอาหารชนิดใหม่ วิธีนี้ช่วยให้สัตว์มีอาการดีขึ้นหรือไม่ ?
ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา :  อันนี้ไม่แนะนำเลย คือถ้าสัตว์มีอาการถ่ายเหลวหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ทีแรกคือไม่ต้องให้สัตว์กินอะไรเลยเพื่อพักทางเดินอาหารไม่ต้องทำงานหนัก อาจต้องงดอาหารตั้งแต่ 24 -48 ชั่วโมง  เพราะว่าเราไม่รู้ว่ามันมีอะไรปนเปื้อนในอาหารที่สัตว์กินเข้าไปก่อนหน้า นั้น  ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ทางเดินอาหารมันว่าง พักงานมันสักครู่หนึ่งเพื่อให้ของเสียหรือว่าสารพิษหรือแบคทีเรียมันถูกขับ ถ่ายออกมาจากร่างกายก่อน แล้วถึงค่อยเริ่มให้สัตว์กินอาหารใหม่  อาจจะเริ่มเป็นอาหารอ่อนๆ อาหารที่ย่อยง่าย เป็นข้าวต้มเละๆ อาจจะใส่พวกเนื้อสัตว์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานน้อยที่สุด แล้วอาจจะให้ยาปฏิชีวนะร่วมในกรณีที่เป็นการถ่ายเหลวอย่างรุนแรง หรือกรณีที่เรามั่นใจว่าติดเชื้อแน่ๆ   แต่ถ้าเป็นการถ่ายเหลวจากสาเหตุของกินอาหารเยอะหรือการเปลี่ยนอาหาร การพักทางเดินอาหารโดยงดอาหาร 24-48 ชั่วโมง เหมือนกับพักแล้วเดี๋ยวกับฟื้นขึ้นมาใหม่ ทิ้งระยะเวลานี้ไปก็สามารถให้เค้ากลับมากินได้เหมือนเดิม
Petgang :  อย่างเปลี่ยนอาหารแล้วสัตว์มีอาการท้องเสีย จะเป็นสักกี่วัน ?
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สพ.ญ.ดร.อุตรา :  คืออาหารที่เค้ากินไปมื้อนั้นมันหมด มันก็จบ ?
Petgang :  แล้วมีโอกาสเป็นอีกหรือมไม่ ?
ผศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา :  หมายถึงถ้าให้กินอาหารชนิดนั้นเข้าไปใหม่เหรอคะ มันขึ้นอยู่กับว่าการถ่ายเหลวตรงนั้น
สมมุติ ว่าให้สัตว์กินอาหารที่มีส่วนผสมของนมชนิดต่างๆ อย่างนมอัดเม็ด สุนัขบางตัวที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเหล่านี้ แล้ว พอเราไปให้ซ้ำก็จะทำให้สัตว์ถ่ายเหลวได้อีก แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนอาหารปรกติจากที่เค้าเคยทานประจำ หมายถึงว่าส่วนใหญ่พวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์แล้วเกิดไปเปลี่ยนสูตรอาหารไปเป็น โปรตีนจากพืชก็จะทำให้ทางเดินอาหารไม่คุ้นเคยอาจจะใช้เวลานิดหนึ่ง คือพักทางเดินอาหารก่อน หากต้องการให้เค้าทานอาหารตัวนี้อยู่อาจจะค่อยๆ  ให้เค้าทานโดยผสมกับชนิดเก่า อาจจะเริ่มจาก 25:75 แล้วเพิ่มมาเป็น 45:55 คือต้องให้ระบบทางเดินอาหารในร่างกายรู้จักกับอาหารชนิดใหม่  ถ้าเป็นในสัตว์ทดลองเรียกว่าเป็น ปรับสภาพของการเดินอาหาร   ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 2-3 วันแล้วจึงค่อยปรับสัดส่วน
      บทสัมภาษณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์  สัตวแพทย์หญิง ดร.อุตรา จามีกร เพื่อให้ผู้อ่านรู้และเข้าใจอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างดียิ่งขึ้น เป็นเพียงตอนแรกเท่านั้น  ในฉบับหน้าเรายังคงตามติดเพื่อสัมภาษณ์คุณหมอถึงเทคนิคการเลือกซื้อและใช้ อาหารสุนัข  ว่ามีวิธีการอย่างไรที่ถูกต้องและดีที่สุดอย่างไร  ใครรักหมาแมวต้องไม่พลาด





ที่มา http://petgang.com/article/index.php?Group=22&Id=41